ทริปโซลครั้งนี้ ตั้งใจพาสูงวัยไปเที่ยว ไปสูดไอเย็น และกินของอร่อยๆ แบบที่เจอไหนกินนั้น ไม่เน้นร้านมิชลินที่ต้องจองล่วงหน้า หรือร้านดังที่คิวยาวเหยียด และบทสรุป 6 วัน 5 คืนของพวกเรา กินกันไป 12 ร้านอาหารและคาเฟ่ เกือบทุกมื้อ อร่อยถูกใจสูงวัย เลยรวบยอดมาเล่าให้ฟังค่ะ
การเดินทางในโซลของพวกเราทริปนี้ ใช้บริการรถแท็กซี่ผ่านแอพ UBER เป็นหลัก ราคาแท็กซี่ UBER สูงกว่าแท็กซี่จากแอพของเกาหลี แต่เพราะเราคุ้นเคยกับแอพ Uber และเน้นรถพรีเมี่ยม Black Cab ให้สูงวัยขึ้นลงสะดวกนั่งสบายเลยใช้ แต่ UBER ค่ะ ตลอด 5 วัน ค่าแท็กซี่ตกคนละ 1,000 บาท เท่านั้น แท็กซี่ก็เรียกง่าย รอไม่นาน จุดรับส่งชัดเจน ถือว่าไม่แพง และสะดวกสบายมากจริงๆค่ะ
บล็อกนี้เรารวบรวมร้านอาหารมาให้ 6 ร้าน และคาเฟ่ของกรุงโซลมาให้อีก 6 คาเฟ่ ขอให้สนุกสนานกับการท่องโซลนะคะ
Tosokchon Samgyetang

ไก่ตุ๋นโสม สูตรต้นตำรับในบ้านฮันนกร้านนี้ เป็นร้านเจ้าประจำ กินมาตั้งแต่ตอนเขียนไกด์บุ๊คเซียนโซลเมื่อสิบปีก่อน และทริปนี้ก็ไม่พลาดแน่นอน
จากย่านเมียงดงเราเรียก UBER มาจอดที่หน้าร้าน เดินทางแค่สิบนาทีเท่านั้น ช่วงบ่ายโมงวันธรรมดา Tosokchon Samgyetang คิวน้อยมาก พอมาถึงก็เดินชิลๆเข้าไปกินได้เลย
บรรยากาศภายในร้านยังคงให้ความรู้สึกคุ้นเคย แม้จะไม่ได้มากินหลายปีแล้ว กลิ่นของไม้เก่าผสมกับกลิ่นฟุ้งของอาหาร กิมจิและโสมที่ลอยมาแตะจมูก กระตุ้นน้ำย่อยให้ออกมาในทันที
วันนี้เรานั่งโต๊ะสูงด้านในของบ้าน พนักงานมองหน้าสูงวัย แล้วจัดโต๊ะนี้ให้เลย จำได้ว่าครั้งก่อนตอนยังหนุ่มสาว (กว่านี้) พนักงานให้นั่งกินกับพื้นแบบเกาหลีโบราณ ก็ได้บรรยากาศดี
เมนูที่สั่งก็เป็นเมนูเด็ด เมนูดังของร้าน เจ้าไก๋ตุ๋นโสมที่มีไก่ให้เลือกสองแบบ ไก่ขาวและไก่ดำ ตุ๋นแบบธรรมดา หรือใส่พวกสมุนไพรเยอะหน่อย พวกเราสั่งกันแบบเบสิก ซิกเนเจอร์ ไก่ขาวตุ๋นธรรมดาคนละตัว จิบน้ำซุปครั้งแรกรสชาติยังนัวเหมือนเดิม เติมเหล้าโสมที่พนักงานวางให้บนโต๊ะ ยิ่งเพิ่มกลิ่นและรสชาติมากยิ่งขึ้น
อีกเมนูเลิฟ ก็คือแพนเค้กเกาหลี หรือพาจอน อาหารที่ถือกำเนิดในช่วงสงครามที่ประชาชนยากจน แต่กลับอร่อยและกลายเป็นเมนูประจำชาติ พาจอนของ Tosokchon Samgyetang ยังทอดได้เลิศมาก กรอบนอกและด้านในครีมมี่ อร่อยมากค่ะ
Tosokchon Samgyetang ตั้งอยู่ใกล้ๆกับพระราชวังเคียงบ๊อกคุง เลยเป็นร้านโปรดของประธานาธิบดีเกาหลีหลายคน นอกจากนั้นโลเคชั่นของร้านยังอยู่ในย่านเก่าแก่ กินเสร็จก็ไปแต่งชุดฮันบกเที่ยวพระราชวัง และเดินเล่นที่ย่าน Bukchon Hannok ได้ต่อเลย ใครอยากมากินร้านนี้ แนะนำให้มาวันธรรมดา เพราะเสาร์-อาทติย์ คิวอาจจะยาวในช่วงเวลากินข้าวค่ะ (ที่ตั้ง 5 Jahamun-ro 5-gil, Jongno District เปิด ปิด 10.00 – 22.00 ทุกวัน ราคาเฉลี่ยคนละ 500 – 700 บาท)
Gajok Bibimbap House

บิบิมบัมตำรับดั้งเดิมที่เจอโดยบังเอิญบนชั้น 13 ของเมียงดง Lotte Department Store ร้านนี้มีคิวก่อนหน้าประมาณ 2-3 คิว เลยลังเลว่าจะให้สูงวัยรอไหม แต่เพราะในบริเวณหน้าร้านมีเก้าอี้ให้นั่งสบายๆ เราเลยตัดสินใจพักขาหลังจากช้อปปิ้งอย่างสนุกสนานที่ Lotte เสร็จ
เมนูขายดีเป็น Set Menu ชุดใหญ่ เราสั่งมากินหนึ่งเซ็ต ส่วนสมาชิกที่เหลือสั่งจานเดี่ยวมาแชร์กัน Set Menu ประกอบไปด้วย บิบิมบับในหม้อหินร้อนฉ่า พร้อมกับเครื่องเคียงอีกหลายขนาน ในเซ็ตยังมีเนื้อวัวหมักปิ้งย่างสไตล์เกาหลี บอกเลยว่าทุกอย่างอร่อยและลงตัว โดยเฉพาะบิบิมบับที่เมื่อคลุกเคล้าน้ำซอสเข้าด้วยกัน กลายเป็นจานโปรดของทุกคนในโต๊ะค่ะ
ส่วนเมนูจานเดี่ยวที่สั่งมาเติม ยังมีบิบิมบัมเย็นแบบ veggie น้องสาวบอกว่าพอใช้ได้ แต่อร่อยน้อยกว่าที่เคยกินบนเครื่องบิน Asiana Airlines ไข่ตุ๋นเกาหลีที่ฟูฟ่องก็อร่อยเหมือนกินข้าวกับไข่เจียว
ใครที่อยากได้บรรยากาศแบบในซีรีสย์ ลองสั่งเบียร์เกาหลี Cass มากินคู่กัน แฮปปี้มากตอนจิบ แต่ก็มึนปวดหัวตุ๊บไปตลอดช่วงบ่าย (ที่ตั้ง ชั้น 13 ของ Lotte Department Store สาขาเมียงดง เปิดปิด ประมาณ 10.00 – 20.00 น. ราคาเฉลี่ยคนละ 500 – 600 บาท)
Odarijib Ganjang Gejang

ปูดองร้านนี้เป็นเจ้าเด็ดเจ้าดัง และมีสาขาอยู่ในเมียงดง ใกล้กับโรงแรมของพวกเราค่ะ ค่ำวันที่สามหลังจากเตร็ดเตร่อยู่ในเมียงดง เราเลยลองเสี่ยงดวงขึ้นไปถามคิวที่ชั้นสองตอนประมาณหนึ่งทุ่ม และโชคก็เหมือนจะเข้าข้าง สวรรค์โปรด เพราะโต๊ะริมหน้าต่างยังเหลือว่างสำหรับ 4 คนอยู่พอดี เราเลยจูงมือสูงวัยขึ้นลิฟท์มาที่ชั้น 2 มาชิมอีกเมนูดังของเกาหลีกัน
Odarijib มีชื่อเสียงเรื่องความแซ่บของปูดองเกาหลี คอนเฟริม์ด้วยรูปคนดังที่ติดอยู่เต็มสองผนังของร้าน คนไทยเองก็น่าจะเป็นแฟนคลับของ Odarijib เพราะแอบเห็นประกาศของร้านที่กำลังตามหาหุ้นส่วนมาเปิดสาขาในไทยแลนด์ด้วย
สำหรับคนที่ไม่ชอบของดิบของดอง Odarijib ก็ยังมีเมนูเนื้อหมู เนื้อวัวหมักย่าง สมาชิกในโต๊ะเลยเอนจอยกันได้ตามความชอบ คนที่มีความสุขที่สุดก็น่าจะเป็นน้องสาวและคุณน้า ที่นั่งดูดน้ำและเนื้อปูดองกันสนุกสนาน พร้อมกับคำชมไม่ขาดปากว่าสด อร่อยและเด็ดจริงๆ (ที่ตั้ง 2F, 28 Myeongdong 8na-gil เปิด ปิด 9.00 – 23.00 น. ทุกวัน ราคาเฉลี่ยคนละ 800 – 1,000 บาท)
Myeongdong Kyoja

อีกร้านโปรด ร้านประจำ ที่ไม่เคยพลาดเลยสักครั้งเมื่อมาเกาหลี Myeongdong Kyoja เปิดมาแล้วกว่า 50 ปี สาขาออริจินัลอยู่ในซอยสิบของย่านเมียงดง โด่งดังจนได้ Michelin หลายปีซ้อน สาขาใหม่เป็นตึก 3 ชั้นตั้งตระหง่านอยู่ตรงริมถนน ของย่านเมียงดงเช่นกัน
Myeongdong Kyoja ขายอยู่เพียง 4 เมนูเท่านั้น เมนูแรกเป็นก๋วยเตี๋ยวเส้นสด ทำเองสูตรของร้านในน้ำซุปไก่ที่เคี่ยวอยู่หลายชั่วโมง เมนูที่สองคือก๋วยเตี๋ยวเย็นคลุกซอสผ็ดร้อน ตามมาด้วยเมนูที่สาม ก๋วยเตี๋ยวในน้ำซุปเต้าเจี้ยว ปิดท้ายด้วย เมนูที่ทุกโต๊ะต้องสั่ง เกี้ยวนึ่งสอดไส้ผักกับหมูสับหรือ Mandu ทั้งสี่เมนูกินคู่กับกิมจิที่แซ่บสามโลก เผ็ดร้อนจากพริก ประโคมด้วยกระเทียม บอกเลยว่าอร่อยสะใจมาก
ดินเนอร์นี้เป็นมื้อแรกของทริปโซลหลังจากเช็คอินเข้าโรงแรม สูงวัยไม่รู้จักทั้งร้านและเมนูคัลกุกซู แต่พอได้ชิมน้ำซุปไก่กลมกล่อม กับกิมจิสูตรของร้าน ก็ตาวาวกันทันที จากที่บอกว่าไม่หิว และสั่งเพียงชามเดียวมาแบ่งกัน กลายเป็นลองสั่งทุกเมนูมาชิมกันรอบโต๊ะ และทุกอย่างก็อร่อยสมดาว สมมง ยกเว้นก๋วยเตี๋ยวในน้ำซุปเต้าเจี้ยวที่ได้คะแนนน้อยที่สุด พูดแล้วก็น้ำลายสอเลยค่ะ กิมจิกระเทียมของร้านนี้ไร้เทียมทานจริงๆ (ที่ตั้ง 29 Myeongdong 10-gil, Jung-gu, Seoul (Myeong-dong 2-ga) เปิด ปิด 10.30 – 21.00 น. ราคาเฉลี่ยคนละ 750 – 900 บาท)
BBQ Myeongdong Star

มาเกาหลีทั้งทีก็ต้องลองไก่ชุปแป้งทอดเหมือนในซีรียส์กันบ้าง และไก่ทอดของร้านนี้ก็รักสุขภาพเสียด้วย เพราะทอดในน้ำมันมะกอก ไม่มันย่องและกรอบอร่อย ส่วนไก่ซอสพริกจานนี้ให้คะแนนพอผ่าน มื้อนี้สั่งไก่ทอดมากินกับมักกอลลี ไม่ใช่เบียร์ค่ะ บรรยากาศของร้านสนุกสนานดี สมกับเป็นร้านกินและดื่มร้านนึงของเมียงดงเลย (ที่ตั้ง 2 2F 2 Myeongdong 4-gil, Jung-gu เปิด ปิด 11.00 – 01.00 น. ทุกวัน ราคาเฉลี่ยคนละ 500 บาท)
Wangbijib

คืนสุดท้าย ยังเหลืออีกหนึ่งเมนูที่ค้างคาใจ นั่นก็คือปิ้งย่างสไตล์เกาหลี ที่มาเจอกับ Wangbijib ร้านปิ้งย่างที่มีหลายสาขา ชื่อเสียงดังพอตัว เรตติ้งสูงโด่งในย่านเมียงดง เมนูที่สั่งมีทั้งเนื้อวัว และเนื้อหมู นอกจากนั้นสายของดิบยังเพิ่มยุกเกะเข้ามาอีกหนึ่ง กินไปก็ดูหน้าพนักงานไป ถึงจะยืนปิ้งทั้งวัน ก็ยังยิ้มแย้มแจ่มใสแถมแก้มเนียนกริบ ในขณะที่พวกเราหน้าแดงร้อนฉ่าจากถ่านไฟแดงๆอยู่ตรงหน้า ถือเป็นการปิดฉากมื้อสุดท้ายในโซลได้อย่างสวยงามไร้ที่ติ (ที่ตั้ง Wangbijib Myeongdong 2nd 13 Myeongdong 9-gil, Jung District เปิด ปิด 11.00 – 21.00 น. ราคาเฉลี่ยคนละ 600 – 800 บาท)
Standard Bread

เราเป็นคาร์บเลิฟเวอร์ พอได้ยิ่นชื่อ Standard Bread ก็เลยหูผึ่ง ทริปนี้ตั้งใจไปลองขนมปังของ Standard Bread ที่สาขาซองซู ถนนสายฮิปของวัยรุ่นเกาหลี
เราไปถึงร้านประมาณ 11.00 โมงเช้า กดจองคิวผ่าน Catch Table ซึ่งเคยใช้เป็นครั้งแรก และก็ไม่ยากเย็นอะไร คิวก่อนหน้าประมาณ 5 คิว เวลารอประมาณ 15 นาที ระหว่างนี้ก็ไปเดินเล่น และถ่ายรูปกับขนมปังที่ตั้งอยู่หน้าร้าน เผลอแป๊ปเดียวก็ได้โต๊ะ
เมนูแรกเป็นเจ้า Tissue Bread ที่ต้องไปหยิบตรงเคาเตอร์ ถัดมาก็เป็น French Toast Cream Brule ส่วนคุณน้าอยากลอง Mushroom Truffle Soup และน้องสาวกับคุณแม่สั่งกาแฟกับสมูตตี้ พอทุกอย่างพร้อมเราก็เริ่มกระบวนการชิม เจ้าขนมปังทิชชู่ดูแข็ง แต่พอลอกแป้งทีละชั้นออก กลับนุ่มเหมือนทิชชู่และหอมเนย

ส่วน French Toast Cream Brule นั้นไม่ต้องบรรยายมาก ทั้งหวานและมันส์ กวาดกันเกลี้ยงจานในพริบตา นอกจากนั้นซุปและเครื่องดื่มยังดีงาม อร่อยจริงตามที่เล่าขานกันมา

ในร้านยังมีมุมขายของยังน่ารัก บรรยากาศเสมือนอยู่ในโรงนา มีรวงข้าวสาลีต้นกำเนิดของแป้งมาประดับ กินเสร็จก็เดินย่อยที่ถนนช้อปปิ้งของซองซู ทำเอาวัยรุ่นเกาหลีถึงกับมอง สูงวัยและไม้เท้ากายสิทธิ์ก็มาเที่ยวได้เหมือนกันนะจ๊ะ


(ที่ตั้ง 37 Seongsui-ro 18-gil, Seongdong-gu, Seoul เปิด ปิด 9.00 – 21.00 น. ราคาเฉลี่ยคนละ 250 – 400 บาท)
Jayeondo Salted Bakery

ขนมปังเกลือ หรือ Shio Pan น่าจะเป็นกระแสขนมปังดังที่สุดในช่วง 2-3 ปีนี้ และตรงสี่แยกใหญ่ของถนนซองซู ก็มีร้านขนมปังเกลือคิวยาวนามว่า Jayeondo Salted Bakery ตั้งอยู่ หากสังเกตดูดีๆ คิวรอซื้อขนมปังเกลือเจ้านี้จะมีอยู่ 2 คิว คิวแรกสำหรับคนที่ซื้อด้วยการ์ดหรือตัดผ่านแอพ ส่วนอีกคิวสำหรับคนที่ซื้อด้วยเงินสด ซึ่งเราเลือกจ่ายด้วยเงินสดเพราะแถวนี้คิวเป็นศูนย์ จ่ายเงินปุ๊ป ก็ฉวยถุงขนมปังเกลือมากินในทันที
Jayeondo Salted Bread เป็นร้านที่ขายริมถนน ไม่มีที่นั่ง ซื้อเสร็จมาแกะชิมกันตรงลานหน้าร้านแว่นตา Blue Elephant ได้เปิดถุงปุ๊ป กลิ่นของเนยก็หอมฉุยแตะจมูก กัดปั๊ปความฉ่ำของเนยก็กระทบกับลิ้น ส่วนเกลือที่โรยด้านหน้า เพิ่มรสชาติเค็มๆ หนึ่งถุงมี 4 ชิ้น ซื้อแล้วมาแบ่งกันชิมก็ยังเหลือสำหรับของว่างในบ่ายวันนี้ค่ะ (ที่ตั้ง 56-1 Yeonmujang-gil, Seongdong-gu, Seoul เปิด ปิด 9.00 – 22.00 ราคาถุงละ 12,000 วอน หรือประมาณ 270 บาท)
London Bagel Museum

ตอนเรียนปริญญาโทอยู่ที่อเมริกา เราเคยทำงานในมหาวิทยาลัย และก็ขายเบเกิ้ลให้นักศึกษาในมหาวิทยาลัยกิน ดังนั้นเวลาเจอร้านเบเกิ้ลที่ไหน ก็จะชอบเข้าไปชิม เช่นเดียวกับร้านนี้ London Bagel Museum ที่เพื่อนของน้องสาวบอกว่าอร่อยมาก ถ้ามาโซล ควรต้องลองสักครั้ง
London Bagel Museum มีอยู่หลายสาขา เราเลือกสาขาใกล้กับเมียงดง อยู่ในย่าน Anguk เรามาถึงร้านประมาณสิบโมงกว่าๆ คิวค่อนข้างยาว แต่ทางร้านก็มีที่นั่งรอ แถมน้ำดื่มไว้บริการอีก สูงวัยเลยยอมรอ นั่งหน้าร้านในวันอากาศดีๆ สิบกว่าองศา


เมื่อถึงคิวของเรา พนักงานจะให้เข้าไปเลือกเบเกิ้ลที่มีหลายชนิด เราเลือกเมนูขายดี Cheese Honey Bagel และ Potato Cheese Bagel มาลอง คุณแม่อยากกิน Brick Lane และเราเองก็อยากชิม Sesame Bagel กับครีมชีส เลยได้กันมาคนละชิ้น พร้อมกับเครื่องดื่ม และซุปทรัฟเฟิลที่สั่งตรงเคาเตอร์ พร้อมชำระเงินค่ะ

โต๊ะของเราอยู่ที่ชั้น 2 ริมหน้าต่าง อากาศวันนี้ดี เป็นใจให้ได้กินของอร่อย เบเกิ้ลนุ่มและหนึบ อบและต้มได้ดีเลย นุ่มกว่าเบเกิ้ลทุกร้านที่เคยกินมา และชิ้นอร่อยต้องยกให้ Cheese Honey Bagel กับ Brick Lane ถูกใจสูงวัยและสมาชิกทั้งโต๊ะ


ในร้านยังมีมุมขายสินค้าที่ระลึก ซึ่งมีมาสค๊อตเป็นม้า และหมา สินค้าออกแบบได้น่ารักมาก บรรยากาศในร้านก็เป็นใจ เราและน้องสาวเลยได้ของติดไม้ติดมือมาคนละชิ้นสองชิ้นเก็บไว้เป็นที่ระลึกค่ะ


(ที่ตั้ง 20 Bukchon-ro 4-gil, Jongno District, Seoul เปิด ปิด 7.00 – 18.00 น. ราคาเฉลี่ยคนละ 350 – 500 บาท)
Onion

คาเฟ่ในตำนานของเกาหลี ที่สาขาหลักอยู่ใกล้ๆกับ London Bagel Museum เราเลยแวะมาชม และซื้อลาเต้ร้อน กับขนม และของฝากลุง วันนี้คิวของ Onion ค่อนข้างสั้น เราเลยได้เดินเล่น ถ่ายรูป และมีเวลาซื้อของสบายๆ (ที่ตั้ง 5 Gyedong-gil, Jongno District, Seoul เปิด ปิด 9.00 – 22.00 น. ราคาเฉลี่ยคนละ 300 – 500 บาท)
A Twosome Place

คาเฟ่ร้านนี้ เป็นคาเฟ่เก่าแก่ของคอซีรียส์เกาหลี เราแวะมานั่งพักขา หลังจากช้อปปิ้งที่ Doota กันอย่างสนุกสนาน น้องสาวสั่งมิลค์เชคมาเติมความหวาน ส่วนเราสั่งเค้กช้อกโกแล็ต และเค้กมะม่วงมาให้สูงวัยกิน ขนมเค้กของ A Twosome Place อร่อยเกินความคาดหมายค่ะ ทุกคนชมเปาะ มิน่าร้านถึงอยู่ได้นานตั้งแต่ซีรียส์เกาหลียุคต้นๆเลย (ที่ตั้ง ชั้น 4 Doota Mall, 275 Jangchungdan-ro, Jung-gu, Seoul เปิด ปิด 10.30 – 23.00 น. ราคาเฉลี่ยคนละ 200 – 400 บาท)
Osulloc Jeju Tea House

ปิดท้ายกันด้วยร้านชาเขียวจากเกาะเจจูที่เราเป็นแฟนคลับมาเนิ่นนาน รอบนี้ลองชิมซอฟต์เสริฟ์ชาเขียว swirl คู่กับรสนม อร่อยและเข้มข้นกำลังดี ใครอยากลองมัจฉะเกรดพิธีการของเกาหลี แวะมาได้ที่ชั้นซูเปอร์มาร์เก็ตของห้างล๊อตเต้เมียงดงค่ะ (ที่ตั้ง ชั้นใต้ดิน ซูเปอร์มาร์เก็ต 81 Namdaemun-ro, Jung District, Seoul เปิด ปิด 10.30 – 20.30 น. ราคาเฉลี่ยคนละ 100 – 300 บาท)
14 Jun 2026
0 Comments
Seoul with Seniors : Eat & Enjoy
ทริปโซลครั้งนี้ ตั้งใจพาสูงวัยไปเที่ยว ไปสูดไอเย็น และกินของอร่อยๆ แบบที่เจอไหนกินนั้น ไม่เน้นร้านมิชลินที่ต้องจองล่วงหน้า หรือร้านดังที่คิวยาวเหยียด และบทสรุป 6 วัน 5 คืนของพวกเรา กินกันไป 12 ร้านอาหารและคาเฟ่ เกือบทุกมื้อ อร่อยถูกใจสูงวัย เลยรวบยอดมาเล่าให้ฟังค่ะ
การเดินทางในโซลของพวกเราทริปนี้ ใช้บริการรถแท็กซี่ผ่านแอพ UBER เป็นหลัก ราคาแท็กซี่ UBER สูงกว่าแท็กซี่จากแอพของเกาหลี แต่เพราะเราคุ้นเคยกับแอพ Uber และเน้นรถพรีเมี่ยม Black Cab ให้สูงวัยขึ้นลงสะดวกนั่งสบายเลยใช้ แต่ UBER ค่ะ ตลอด 5 วัน ค่าแท็กซี่ตกคนละ 1,000 บาท เท่านั้น แท็กซี่ก็เรียกง่าย รอไม่นาน จุดรับส่งชัดเจน ถือว่าไม่แพง และสะดวกสบายมากจริงๆค่ะ
บล็อกนี้เรารวบรวมร้านอาหารมาให้ 6 ร้าน และคาเฟ่ของกรุงโซลมาให้อีก 6 คาเฟ่ ขอให้สนุกสนานกับการท่องโซลนะคะ
Tosokchon Samgyetang
ไก่ตุ๋นโสม สูตรต้นตำรับในบ้านฮันนกร้านนี้ เป็นร้านเจ้าประจำ กินมาตั้งแต่ตอนเขียนไกด์บุ๊คเซียนโซลเมื่อสิบปีก่อน และทริปนี้ก็ไม่พลาดแน่นอน
จากย่านเมียงดงเราเรียก UBER มาจอดที่หน้าร้าน เดินทางแค่สิบนาทีเท่านั้น ช่วงบ่ายโมงวันธรรมดา Tosokchon Samgyetang คิวน้อยมาก พอมาถึงก็เดินชิลๆเข้าไปกินได้เลย
บรรยากาศภายในร้านยังคงให้ความรู้สึกคุ้นเคย แม้จะไม่ได้มากินหลายปีแล้ว กลิ่นของไม้เก่าผสมกับกลิ่นฟุ้งของอาหาร กิมจิและโสมที่ลอยมาแตะจมูก กระตุ้นน้ำย่อยให้ออกมาในทันที
วันนี้เรานั่งโต๊ะสูงด้านในของบ้าน พนักงานมองหน้าสูงวัย แล้วจัดโต๊ะนี้ให้เลย จำได้ว่าครั้งก่อนตอนยังหนุ่มสาว (กว่านี้) พนักงานให้นั่งกินกับพื้นแบบเกาหลีโบราณ ก็ได้บรรยากาศดี
เมนูที่สั่งก็เป็นเมนูเด็ด เมนูดังของร้าน เจ้าไก๋ตุ๋นโสมที่มีไก่ให้เลือกสองแบบ ไก่ขาวและไก่ดำ ตุ๋นแบบธรรมดา หรือใส่พวกสมุนไพรเยอะหน่อย พวกเราสั่งกันแบบเบสิก ซิกเนเจอร์ ไก่ขาวตุ๋นธรรมดาคนละตัว จิบน้ำซุปครั้งแรกรสชาติยังนัวเหมือนเดิม เติมเหล้าโสมที่พนักงานวางให้บนโต๊ะ ยิ่งเพิ่มกลิ่นและรสชาติมากยิ่งขึ้น
อีกเมนูเลิฟ ก็คือแพนเค้กเกาหลี หรือพาจอน อาหารที่ถือกำเนิดในช่วงสงครามที่ประชาชนยากจน แต่กลับอร่อยและกลายเป็นเมนูประจำชาติ พาจอนของ Tosokchon Samgyetang ยังทอดได้เลิศมาก กรอบนอกและด้านในครีมมี่ อร่อยมากค่ะ
Tosokchon Samgyetang ตั้งอยู่ใกล้ๆกับพระราชวังเคียงบ๊อกคุง เลยเป็นร้านโปรดของประธานาธิบดีเกาหลีหลายคน นอกจากนั้นโลเคชั่นของร้านยังอยู่ในย่านเก่าแก่ กินเสร็จก็ไปแต่งชุดฮันบกเที่ยวพระราชวัง และเดินเล่นที่ย่าน Bukchon Hannok ได้ต่อเลย ใครอยากมากินร้านนี้ แนะนำให้มาวันธรรมดา เพราะเสาร์-อาทติย์ คิวอาจจะยาวในช่วงเวลากินข้าวค่ะ (ที่ตั้ง 5 Jahamun-ro 5-gil, Jongno District เปิด ปิด 10.00 – 22.00 ทุกวัน ราคาเฉลี่ยคนละ 500 – 700 บาท)
Gajok Bibimbap House
บิบิมบัมตำรับดั้งเดิมที่เจอโดยบังเอิญบนชั้น 13 ของเมียงดง Lotte Department Store ร้านนี้มีคิวก่อนหน้าประมาณ 2-3 คิว เลยลังเลว่าจะให้สูงวัยรอไหม แต่เพราะในบริเวณหน้าร้านมีเก้าอี้ให้นั่งสบายๆ เราเลยตัดสินใจพักขาหลังจากช้อปปิ้งอย่างสนุกสนานที่ Lotte เสร็จ
เมนูขายดีเป็น Set Menu ชุดใหญ่ เราสั่งมากินหนึ่งเซ็ต ส่วนสมาชิกที่เหลือสั่งจานเดี่ยวมาแชร์กัน Set Menu ประกอบไปด้วย บิบิมบับในหม้อหินร้อนฉ่า พร้อมกับเครื่องเคียงอีกหลายขนาน ในเซ็ตยังมีเนื้อวัวหมักปิ้งย่างสไตล์เกาหลี บอกเลยว่าทุกอย่างอร่อยและลงตัว โดยเฉพาะบิบิมบับที่เมื่อคลุกเคล้าน้ำซอสเข้าด้วยกัน กลายเป็นจานโปรดของทุกคนในโต๊ะค่ะ
ส่วนเมนูจานเดี่ยวที่สั่งมาเติม ยังมีบิบิมบัมเย็นแบบ veggie น้องสาวบอกว่าพอใช้ได้ แต่อร่อยน้อยกว่าที่เคยกินบนเครื่องบิน Asiana Airlines ไข่ตุ๋นเกาหลีที่ฟูฟ่องก็อร่อยเหมือนกินข้าวกับไข่เจียว
ใครที่อยากได้บรรยากาศแบบในซีรีสย์ ลองสั่งเบียร์เกาหลี Cass มากินคู่กัน แฮปปี้มากตอนจิบ แต่ก็มึนปวดหัวตุ๊บไปตลอดช่วงบ่าย (ที่ตั้ง ชั้น 13 ของ Lotte Department Store สาขาเมียงดง เปิดปิด ประมาณ 10.00 – 20.00 น. ราคาเฉลี่ยคนละ 500 – 600 บาท)
Odarijib Ganjang Gejang
ปูดองร้านนี้เป็นเจ้าเด็ดเจ้าดัง และมีสาขาอยู่ในเมียงดง ใกล้กับโรงแรมของพวกเราค่ะ ค่ำวันที่สามหลังจากเตร็ดเตร่อยู่ในเมียงดง เราเลยลองเสี่ยงดวงขึ้นไปถามคิวที่ชั้นสองตอนประมาณหนึ่งทุ่ม และโชคก็เหมือนจะเข้าข้าง สวรรค์โปรด เพราะโต๊ะริมหน้าต่างยังเหลือว่างสำหรับ 4 คนอยู่พอดี เราเลยจูงมือสูงวัยขึ้นลิฟท์มาที่ชั้น 2 มาชิมอีกเมนูดังของเกาหลีกัน
Odarijib มีชื่อเสียงเรื่องความแซ่บของปูดองเกาหลี คอนเฟริม์ด้วยรูปคนดังที่ติดอยู่เต็มสองผนังของร้าน คนไทยเองก็น่าจะเป็นแฟนคลับของ Odarijib เพราะแอบเห็นประกาศของร้านที่กำลังตามหาหุ้นส่วนมาเปิดสาขาในไทยแลนด์ด้วย
สำหรับคนที่ไม่ชอบของดิบของดอง Odarijib ก็ยังมีเมนูเนื้อหมู เนื้อวัวหมักย่าง สมาชิกในโต๊ะเลยเอนจอยกันได้ตามความชอบ คนที่มีความสุขที่สุดก็น่าจะเป็นน้องสาวและคุณน้า ที่นั่งดูดน้ำและเนื้อปูดองกันสนุกสนาน พร้อมกับคำชมไม่ขาดปากว่าสด อร่อยและเด็ดจริงๆ (ที่ตั้ง 2F, 28 Myeongdong 8na-gil เปิด ปิด 9.00 – 23.00 น. ทุกวัน ราคาเฉลี่ยคนละ 800 – 1,000 บาท)
Myeongdong Kyoja
อีกร้านโปรด ร้านประจำ ที่ไม่เคยพลาดเลยสักครั้งเมื่อมาเกาหลี Myeongdong Kyoja เปิดมาแล้วกว่า 50 ปี สาขาออริจินัลอยู่ในซอยสิบของย่านเมียงดง โด่งดังจนได้ Michelin หลายปีซ้อน สาขาใหม่เป็นตึก 3 ชั้นตั้งตระหง่านอยู่ตรงริมถนน ของย่านเมียงดงเช่นกัน
Myeongdong Kyoja ขายอยู่เพียง 4 เมนูเท่านั้น เมนูแรกเป็นก๋วยเตี๋ยวเส้นสด ทำเองสูตรของร้านในน้ำซุปไก่ที่เคี่ยวอยู่หลายชั่วโมง เมนูที่สองคือก๋วยเตี๋ยวเย็นคลุกซอสผ็ดร้อน ตามมาด้วยเมนูที่สาม ก๋วยเตี๋ยวในน้ำซุปเต้าเจี้ยว ปิดท้ายด้วย เมนูที่ทุกโต๊ะต้องสั่ง เกี้ยวนึ่งสอดไส้ผักกับหมูสับหรือ Mandu ทั้งสี่เมนูกินคู่กับกิมจิที่แซ่บสามโลก เผ็ดร้อนจากพริก ประโคมด้วยกระเทียม บอกเลยว่าอร่อยสะใจมาก
ดินเนอร์นี้เป็นมื้อแรกของทริปโซลหลังจากเช็คอินเข้าโรงแรม สูงวัยไม่รู้จักทั้งร้านและเมนูคัลกุกซู แต่พอได้ชิมน้ำซุปไก่กลมกล่อม กับกิมจิสูตรของร้าน ก็ตาวาวกันทันที จากที่บอกว่าไม่หิว และสั่งเพียงชามเดียวมาแบ่งกัน กลายเป็นลองสั่งทุกเมนูมาชิมกันรอบโต๊ะ และทุกอย่างก็อร่อยสมดาว สมมง ยกเว้นก๋วยเตี๋ยวในน้ำซุปเต้าเจี้ยวที่ได้คะแนนน้อยที่สุด พูดแล้วก็น้ำลายสอเลยค่ะ กิมจิกระเทียมของร้านนี้ไร้เทียมทานจริงๆ (ที่ตั้ง 29 Myeongdong 10-gil, Jung-gu, Seoul (Myeong-dong 2-ga) เปิด ปิด 10.30 – 21.00 น. ราคาเฉลี่ยคนละ 750 – 900 บาท)
BBQ Myeongdong Star
มาเกาหลีทั้งทีก็ต้องลองไก่ชุปแป้งทอดเหมือนในซีรียส์กันบ้าง และไก่ทอดของร้านนี้ก็รักสุขภาพเสียด้วย เพราะทอดในน้ำมันมะกอก ไม่มันย่องและกรอบอร่อย ส่วนไก่ซอสพริกจานนี้ให้คะแนนพอผ่าน มื้อนี้สั่งไก่ทอดมากินกับมักกอลลี ไม่ใช่เบียร์ค่ะ บรรยากาศของร้านสนุกสนานดี สมกับเป็นร้านกินและดื่มร้านนึงของเมียงดงเลย (ที่ตั้ง 2 2F 2 Myeongdong 4-gil, Jung-gu เปิด ปิด 11.00 – 01.00 น. ทุกวัน ราคาเฉลี่ยคนละ 500 บาท)
Wangbijib
คืนสุดท้าย ยังเหลืออีกหนึ่งเมนูที่ค้างคาใจ นั่นก็คือปิ้งย่างสไตล์เกาหลี ที่มาเจอกับ Wangbijib ร้านปิ้งย่างที่มีหลายสาขา ชื่อเสียงดังพอตัว เรตติ้งสูงโด่งในย่านเมียงดง เมนูที่สั่งมีทั้งเนื้อวัว และเนื้อหมู นอกจากนั้นสายของดิบยังเพิ่มยุกเกะเข้ามาอีกหนึ่ง กินไปก็ดูหน้าพนักงานไป ถึงจะยืนปิ้งทั้งวัน ก็ยังยิ้มแย้มแจ่มใสแถมแก้มเนียนกริบ ในขณะที่พวกเราหน้าแดงร้อนฉ่าจากถ่านไฟแดงๆอยู่ตรงหน้า ถือเป็นการปิดฉากมื้อสุดท้ายในโซลได้อย่างสวยงามไร้ที่ติ (ที่ตั้ง Wangbijib Myeongdong 2nd 13 Myeongdong 9-gil, Jung District เปิด ปิด 11.00 – 21.00 น. ราคาเฉลี่ยคนละ 600 – 800 บาท)
Standard Bread
เราเป็นคาร์บเลิฟเวอร์ พอได้ยิ่นชื่อ Standard Bread ก็เลยหูผึ่ง ทริปนี้ตั้งใจไปลองขนมปังของ Standard Bread ที่สาขาซองซู ถนนสายฮิปของวัยรุ่นเกาหลี
เราไปถึงร้านประมาณ 11.00 โมงเช้า กดจองคิวผ่าน Catch Table ซึ่งเคยใช้เป็นครั้งแรก และก็ไม่ยากเย็นอะไร คิวก่อนหน้าประมาณ 5 คิว เวลารอประมาณ 15 นาที ระหว่างนี้ก็ไปเดินเล่น และถ่ายรูปกับขนมปังที่ตั้งอยู่หน้าร้าน เผลอแป๊ปเดียวก็ได้โต๊ะ
เมนูแรกเป็นเจ้า Tissue Bread ที่ต้องไปหยิบตรงเคาเตอร์ ถัดมาก็เป็น French Toast Cream Brule ส่วนคุณน้าอยากลอง Mushroom Truffle Soup และน้องสาวกับคุณแม่สั่งกาแฟกับสมูตตี้ พอทุกอย่างพร้อมเราก็เริ่มกระบวนการชิม เจ้าขนมปังทิชชู่ดูแข็ง แต่พอลอกแป้งทีละชั้นออก กลับนุ่มเหมือนทิชชู่และหอมเนย
ส่วน French Toast Cream Brule นั้นไม่ต้องบรรยายมาก ทั้งหวานและมันส์ กวาดกันเกลี้ยงจานในพริบตา นอกจากนั้นซุปและเครื่องดื่มยังดีงาม อร่อยจริงตามที่เล่าขานกันมา
ในร้านยังมีมุมขายของยังน่ารัก บรรยากาศเสมือนอยู่ในโรงนา มีรวงข้าวสาลีต้นกำเนิดของแป้งมาประดับ กินเสร็จก็เดินย่อยที่ถนนช้อปปิ้งของซองซู ทำเอาวัยรุ่นเกาหลีถึงกับมอง สูงวัยและไม้เท้ากายสิทธิ์ก็มาเที่ยวได้เหมือนกันนะจ๊ะ
(ที่ตั้ง 37 Seongsui-ro 18-gil, Seongdong-gu, Seoul เปิด ปิด 9.00 – 21.00 น. ราคาเฉลี่ยคนละ 250 – 400 บาท)
Jayeondo Salted Bakery
ขนมปังเกลือ หรือ Shio Pan น่าจะเป็นกระแสขนมปังดังที่สุดในช่วง 2-3 ปีนี้ และตรงสี่แยกใหญ่ของถนนซองซู ก็มีร้านขนมปังเกลือคิวยาวนามว่า Jayeondo Salted Bakery ตั้งอยู่ หากสังเกตดูดีๆ คิวรอซื้อขนมปังเกลือเจ้านี้จะมีอยู่ 2 คิว คิวแรกสำหรับคนที่ซื้อด้วยการ์ดหรือตัดผ่านแอพ ส่วนอีกคิวสำหรับคนที่ซื้อด้วยเงินสด ซึ่งเราเลือกจ่ายด้วยเงินสดเพราะแถวนี้คิวเป็นศูนย์ จ่ายเงินปุ๊ป ก็ฉวยถุงขนมปังเกลือมากินในทันที
Jayeondo Salted Bread เป็นร้านที่ขายริมถนน ไม่มีที่นั่ง ซื้อเสร็จมาแกะชิมกันตรงลานหน้าร้านแว่นตา Blue Elephant ได้เปิดถุงปุ๊ป กลิ่นของเนยก็หอมฉุยแตะจมูก กัดปั๊ปความฉ่ำของเนยก็กระทบกับลิ้น ส่วนเกลือที่โรยด้านหน้า เพิ่มรสชาติเค็มๆ หนึ่งถุงมี 4 ชิ้น ซื้อแล้วมาแบ่งกันชิมก็ยังเหลือสำหรับของว่างในบ่ายวันนี้ค่ะ (ที่ตั้ง 56-1 Yeonmujang-gil, Seongdong-gu, Seoul เปิด ปิด 9.00 – 22.00 ราคาถุงละ 12,000 วอน หรือประมาณ 270 บาท)
London Bagel Museum
ตอนเรียนปริญญาโทอยู่ที่อเมริกา เราเคยทำงานในมหาวิทยาลัย และก็ขายเบเกิ้ลให้นักศึกษาในมหาวิทยาลัยกิน ดังนั้นเวลาเจอร้านเบเกิ้ลที่ไหน ก็จะชอบเข้าไปชิม เช่นเดียวกับร้านนี้ London Bagel Museum ที่เพื่อนของน้องสาวบอกว่าอร่อยมาก ถ้ามาโซล ควรต้องลองสักครั้ง
London Bagel Museum มีอยู่หลายสาขา เราเลือกสาขาใกล้กับเมียงดง อยู่ในย่าน Anguk เรามาถึงร้านประมาณสิบโมงกว่าๆ คิวค่อนข้างยาว แต่ทางร้านก็มีที่นั่งรอ แถมน้ำดื่มไว้บริการอีก สูงวัยเลยยอมรอ นั่งหน้าร้านในวันอากาศดีๆ สิบกว่าองศา
เมื่อถึงคิวของเรา พนักงานจะให้เข้าไปเลือกเบเกิ้ลที่มีหลายชนิด เราเลือกเมนูขายดี Cheese Honey Bagel และ Potato Cheese Bagel มาลอง คุณแม่อยากกิน Brick Lane และเราเองก็อยากชิม Sesame Bagel กับครีมชีส เลยได้กันมาคนละชิ้น พร้อมกับเครื่องดื่ม และซุปทรัฟเฟิลที่สั่งตรงเคาเตอร์ พร้อมชำระเงินค่ะ
โต๊ะของเราอยู่ที่ชั้น 2 ริมหน้าต่าง อากาศวันนี้ดี เป็นใจให้ได้กินของอร่อย เบเกิ้ลนุ่มและหนึบ อบและต้มได้ดีเลย นุ่มกว่าเบเกิ้ลทุกร้านที่เคยกินมา และชิ้นอร่อยต้องยกให้ Cheese Honey Bagel กับ Brick Lane ถูกใจสูงวัยและสมาชิกทั้งโต๊ะ
ในร้านยังมีมุมขายสินค้าที่ระลึก ซึ่งมีมาสค๊อตเป็นม้า และหมา สินค้าออกแบบได้น่ารักมาก บรรยากาศในร้านก็เป็นใจ เราและน้องสาวเลยได้ของติดไม้ติดมือมาคนละชิ้นสองชิ้นเก็บไว้เป็นที่ระลึกค่ะ
(ที่ตั้ง 20 Bukchon-ro 4-gil, Jongno District, Seoul เปิด ปิด 7.00 – 18.00 น. ราคาเฉลี่ยคนละ 350 – 500 บาท)
Onion
คาเฟ่ในตำนานของเกาหลี ที่สาขาหลักอยู่ใกล้ๆกับ London Bagel Museum เราเลยแวะมาชม และซื้อลาเต้ร้อน กับขนม และของฝากลุง วันนี้คิวของ Onion ค่อนข้างสั้น เราเลยได้เดินเล่น ถ่ายรูป และมีเวลาซื้อของสบายๆ (ที่ตั้ง 5 Gyedong-gil, Jongno District, Seoul เปิด ปิด 9.00 – 22.00 น. ราคาเฉลี่ยคนละ 300 – 500 บาท)
A Twosome Place
คาเฟ่ร้านนี้ เป็นคาเฟ่เก่าแก่ของคอซีรียส์เกาหลี เราแวะมานั่งพักขา หลังจากช้อปปิ้งที่ Doota กันอย่างสนุกสนาน น้องสาวสั่งมิลค์เชคมาเติมความหวาน ส่วนเราสั่งเค้กช้อกโกแล็ต และเค้กมะม่วงมาให้สูงวัยกิน ขนมเค้กของ A Twosome Place อร่อยเกินความคาดหมายค่ะ ทุกคนชมเปาะ มิน่าร้านถึงอยู่ได้นานตั้งแต่ซีรียส์เกาหลียุคต้นๆเลย (ที่ตั้ง ชั้น 4 Doota Mall, 275 Jangchungdan-ro, Jung-gu, Seoul เปิด ปิด 10.30 – 23.00 น. ราคาเฉลี่ยคนละ 200 – 400 บาท)
Osulloc Jeju Tea House
ปิดท้ายกันด้วยร้านชาเขียวจากเกาะเจจูที่เราเป็นแฟนคลับมาเนิ่นนาน รอบนี้ลองชิมซอฟต์เสริฟ์ชาเขียว swirl คู่กับรสนม อร่อยและเข้มข้นกำลังดี ใครอยากลองมัจฉะเกรดพิธีการของเกาหลี แวะมาได้ที่ชั้นซูเปอร์มาร์เก็ตของห้างล๊อตเต้เมียงดงค่ะ (ที่ตั้ง ชั้นใต้ดิน ซูเปอร์มาร์เก็ต 81 Namdaemun-ro, Jung District, Seoul เปิด ปิด 10.30 – 20.30 น. ราคาเฉลี่ยคนละ 100 – 300 บาท)
Related Posts: