Hello Kuala Lumpur ;)

 

พบกันอีกครั้งในรอบ 12 ปี ทันทีที่ล้อเครื่องบินแตะพื้น สายตาก็สอดส่ายดูความเจริญของมาเลเซีย ตั้งแต่สนามบินสู่ตัวเมืองกัวลาลัมเปอร์ และก็พบว่ามาเลเซียเปลี่ยนแปลงไปเยอะ เมืองหลวงกัวลาลัมเปอร์มีทุกอย่างครบครัน โดยเฉพาะการเชื่อมต่อที่ไร้ตะเข็บ การเดินทางปลอดภัยสะดวกสบาย แถมค่าครองชีพดูเหมือนจะย่อมเยากว่ากรุงเทพ บล็อกนี้รวบรวมที่เที่ยวกัวลาลัมเปอร์ใน 4 วันของเราค่ะ

Kuala Lumpur International Airport (KLIA) – Rimba Garden

สนามบิน KLIA เป็นระบบระเบียบ และทันสมัย คล้ายกับสนามบินนานาชาติชางฮีของสิงคโปร์ ช้อปปิ้งและร้านอาหารก็มีมากมาย ดูน่าตื่นเต้น แต่จุดเดียวที่ไม่ละสายตาเลยก็คือหลังคาเรือนกระจกแห่งนี้ที่ด้านในเป็นสวนป่าเขตร้อน (Tropical Forest) มีชื่อว่า Rimba จัดแสดงพืชพันธ์และสัตว์นานาชนิด เป็นสวนสาธารณะขนาดเล็ก มีทางเดินรอบ ให้ชมพรรณไม้ น้ำตกและบรรยากาศจำลองของป่าเขตร้อนที่มาเลเซียภาคภูมิใจ ถือเป็นบทนำของการท่องเที่ยวมาเลเซียได้อย่างสวยงามเลยค่ะ

KLIA มีอยู่ 2 เทอร์มินัล Terminal 1 ประจำการของสายการบินนานาชาติ และการบินไทย ส่วน Terminal 2 เป็นของสายการบิน Air Asia สายการบินโลว์คอส สัญชาติมาเลเซียที่ครองเส้นทางการบินของประเทศเกือบ 40%

KLIA ตั้งอยู่ในเขตเมือง Sapang  เมืองที่จัดการแข่งขัน F1 ห่างจากกัวลาลัมเปอร์ประมาณ 50 นาที แท็กซี่เป็นการเดินทางเข้าเมืองที่สะดวกที่สุด จะเรียก Grab ผ่านแอพของ Grab ที่โหลดในประเทศไทยก็ได้ หรือ จะใช้บริการแท็กซี่สนาบินก็มีหลายเคานเตอร์ ค่าเดินทางประมาณ 180-250 ริงกิต (1,400 – 2,000 บาท) ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง แต่หากต้องการประหยัดงบ รถบัส หรือรถไฟก็เป็นอีกทางเลือกในการเข้าเมืองค่ะ

อีกอย่างที่ชอบ คือ ห้องรับรอง (Airport Lounge) ของบัตร Priority Pass ที่เราใช้บริการขากลับ ห้องรับรองใหญ่ สะอาดสะอ้าน และอาหารดี นอกจากนั้นยังมีห้องอาบน้ำ และอยู่ใกล้กับประตูขึ้นเครื่องด้วย ดังนั้นถ้าใครมาเปลี่ยนเครื่อง Transit บินไปยังจุดหมายอื่น น่าจะถูกใจเลยค่ะ

ข้อติข้อเดียว ก็จะเป็นความเชื่องช้าของ Immigration ทั้งขาเข้า และขาออก ที่คิวยาวและอาจจะใช้เวลาถึงชั่วโมงครึ่ง มีทริกมาแนะนำว่าขาเข้าให้ยื่นเอกสาร E-Arrival แยกตามบุคคล เพราะถ้ายื่นรวมเจ้าหน้าที่อาจจะให้รอก่อน และควรยืนต่อหลังคนเอเซีย เพราะเอกสารเข้าเมืองพร้อม น่าจะไวกว่าค่ะ

สำหรับ Immigration ขาออก เจ้าหน้าที่บอกว่าหนังสือเดินทางไทย ผ่านช่อง E Passport เลยไม่ต้องต่อคิวที่ยาวเหยียด เราเลยมีเวลาเหลือช้อปปิ้งและนั่งกินข้าวที่ห้องรับรองผู้โดยสารก่อนบินกลับกรุงเทพ

Bukit Bintang – Pavilion KL

Bukit Bintang (บูกิต บินตัง) เป็นศูนย์รวมของกัวลาลัมเปอร์ ย่านนี้มีครบจบในสต๊อปเดียว เริ่มต้นจากถนนคนเดินสายยาวที่สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร และศูนย์การค้าขนาดใหญ่ เช่น Pavilion KL, Fahrenheit 88 และ Starhill อารมณ์ประมาณสยามสแควร์ ที่มีสยามพารากอน สยามดิสคอฟเวอร์รี่ ขนาบข้าง

แบรนด์เนมที่มาเปิดประตูขายมีตั้งแต่สินค้าลักซูรี่หรูหราไปจนถึงเสื้อผ้าเอ้าตเล็ตที่ชั้นใต้ดิน หลายแบรนด์ดังที่เคยเปิดในกรุงเทพ แล้วไปต่อไม่ไหว ก็ยังได้เห็นหน้าที่ KL บ้าง คงเพราะรายได้ต่อหัวของคนมาเลเซียนั้นสูงกว่าไทยถึง 1.5-2 เท่า ส่งผลให้กำลังซื้อก็สูงตาม  ผู้คนช้อปปิ้งกันสนุกสนาน ถือถุงแบรนด์กันถ้วนหน้า เอาเป็นว่าช้อปตั้งแต่เช้าถึงกลางคืน หนึ่งทุ่มสองทุ่มถนนยังพลุกพล่านอยู่เลยค่ะ

Pavilion KL

เมื่อมาถึง Bukit Bintang ก็ต้องพูดถึง Pavilion KL ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านกินอาณาเขตของย่านไปเกือบครึ่ง เราเริ่มสำรวจ Pavilion KL ตั้งแต่ชั้นใต้ดิน และชั้น 1 ซึ่งเป็นชั้นของอาหาร ผู้คนพลุกพล่านแม้จะเป็นวันธรรมดา ร้านอาหารเยอะมากจนตาลาย ขยับขึ้นมาที่ชั้นช้อปปิ้ง แบรนด์หรูมีครบหมด ทั้งแบรนด์นาฬิกาและกระเป๋ารองเท้า คอลเล็คชั่นก็มีให้เลือกเยอะ ถัดไปเป็นพวก Fast Fashion พวก Zara หรือ Cos ก็มีค่ะ ชั้นบนสุดของศูนย์เป็นร้านอาหาร มีร้านอร่อยอยู่หลายร้าน นอกจากนั้นยังมี Pavilion Connection โถงใหญ่กึ่งเอ้าดอร์ ที่มีร้านอาหาร คาเฟ่ตลอดทางเดิน ช้อปแฟชั่น Cotton On ก็มาเปิดที่นี่ Toy R Us ของเล่นก็ยังมีอยู่ เชื่อว่าใครมาครั้งแรกต้องหลงทางแน่นอน แนะนำให้โหลดแอพพลิเคชั่น Pavilion KL หรือถามกับเจ้าหน้าที่ในศูนย์ เพราะไซส์ของ Pavilion KL มหึมาจริงๆ

5 Stars Hotels

รอบๆ Bukit Bintang ยังเป็นที่ตั้งของโรงแรมห้าดาวมากมาย กลุ่มที่แนะนำจะอยู่ใกล้ๆกัน ประกอบด้วย JW Marriott, The Westin และ Ritz Carlton ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามของ Pavilion KL เลย พวกเราพักที่ Ritz Carlton KL ห้องพักสะดวกสบาย และราคาย่อมเยากว่า Ritz Carlton ในหลายประเทศ นอกจากโรงแรมห้าดาว บริเวณนี้ยังมีอีกหลายโรงแรม ไม่นับเซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ เป็นย่านที่ครบจบในที่เดียวจริงๆ

 

KLCC Park

เราเคยมาออกกำลังกายที่สวนสาธารณะแห่งนี้เมื่อสิบกว่าปีก่อน จำได้ว่า หากต้องการถ่ายรูปกับตึกแฝด Petronas สัญลักษณ์ของมาเลเซียในมุมชัดๆต้องมาที่นี่ คราวนี้เราเลยชวนเพื่อนเดินจาก Pavilion KL ตามทางเชื่อมที่ทำให้เป็นถนนคนเดินลอยฟ้ามาที่นี่ ใช้เวลาเดินประมาณ 15-20 นาที เราก็มายืนถ่ายรูปกับตึกแฝดกันสนุกสนาน ในสวนยังมีลู่วิ่งที่ทำด้วยพื้นยาง ป้องกันข้อต่างๆ สนามหญ้าเขียขจีสวย ดูแลรักษาดี ต้นไม้ใหญ่มีให้เห็นประปราย เก็บรักษาไว้ให้คนรุ่นใหม่ได้อนุรักษ์กันต่อ ถ้าใครมีเวลาเหลือ ลองแวะเข้าไปที่ Suria KLCC อีกศูนย์การค้าใหญ่ที่อยู่ฐานของตึกแฝด หลบอากาศร้อนชื้น และหาอาหารอร่อยๆกินค่ะ

 

Central Market

ตลาดรวมสินค้าของที่ระลึกและงานฝีมือของชาวมาเลเซียที่ตั้งอยู่ในย่านไชน่าทาวน์ของกัวลาลัมเปอร์ค่ะ อารมณ์ประมาณตลาดนัดจตุจัตร แต่อยู่ในอาคารที่ติดแอร์ ในอดีตที่นี่เคยเป็นตลาดสด ตั้งแต่ปี 1888 ก่อนจะปรับโฉมให้เป็น Central Market เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาเดินเลือกสินค้าของฝาก ซึ่งพวกเราถูกใจจานชามเพรานากันกันมาก ซื้อติดไม้ติดมือกันมาสองสามชิ้น ทุกชิ้นเป็นงานแฮนด์เพนท์ วาดด้วยลวดลายเพนารากัน ราคาสูงหน่อยแต่ก็มีคุณค่าทางจิตใจ นอกจากนั้นยังมีงานฝีมือพวกรองเท้าแตะ ผ้าบาติก และขนมของฝากอีกช้อปใหญ่ Central Market มีให้ช้อปกันถึง 2 ชั้น เราเดินแค่ชั้นล่าง ไม่ได้ขึ้นชั้นสอง แอบส่องแล้วเห็นว่ามีช้อปขายผ้า และเสื้อผ้าสวยๆหลายร้านเลยค่ะ

Petaling Street Art

หลังจากช้อปปิ้งพอกรุบกริบที่ Central Market เราก็เดินเล่นกันต่อในย่านไชน่าทาวน์ ย่านนี้มีช้อปเฮาส์อนุรักษ์ คล้ายกับภูเก็ตและสิงคโปร์ เราเดินมาจนเจอกับสตรีทอาร์ทในตรอกนี้ ภาพวาดบนกำแพงมีลวดลายทันสมัย ไม่ตกยุคด้วยภาพของประธานาธิบดีทรัมป์ เราแวะถ่ายรูปกันสนุกสนาน เก็บไว้เป็นที่ระลึกของกัวลาลัมเปอร์

 

Kwai Chai Hong

ใกล้ๆกับ Petaling Street Art ก็จะมีอีกตรอกที่รวบรวมภาพเขียนบนกำแพงชื่อดังของกัวลาลัมเปอร์ Kwai Chai Hong บอกเล่าเรื่องราวของชาวจีนอพยพที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในมาเลเซีย ผ่านภาพเขียนบนกำแพง ถึงแม้จะเป็นพื้นที่เพียงไม่กี่ตารางเมตร แต่ Kwai Chai Hong กลับมีเสน่ห์มาก เหมือนเดินหลุดเข้าไปอยู่ในอดีต วันนั้นเรายังได้เห็นศิลปินนั่งแต้มสีวาดภาพคุณลุงชาวจีนด้วย ฝีมือของศิลปินไม่ธรรมดาเลย ทุกภาพดูวินเทจและสมจริงเสมือนมีชีวิตค่ะ

 

Bookxess @ RexKL

ย่านไชนาทาวน์ของกัวลาลัมเปอร์ยังมีอีกแลนด์มาร์คที่สายครีเอทีฟต้องหลงรัก RexKL อาคารนี้เดิมทีเป็นโรงหนังเก่าแก่อายุกว่าหนึ่งร้อยปี ปัจจุบันปรับเปลี่ยนเป็นแหล่งรวมสินค้าสร้างสรรค์ และยังเป็นที่ตั้งของ Bookxess ร้านหนังสือที่โฟโตจีนิกที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ภายในร้านหนังสือนี้ เราจะเจอกับชั้นหนังสือเหมือนเขาวงกต คนที่อยากมาซื้อหนังสือจริงๆ คงจะหลงทางแน่ แต่ส่วนใหญ่คนที่มา เน้นถ่ายรูปกับชั้นหนังสือ และตอนนี้ Bookxess ออกแบบชั้นวางให้คนเข้าไปนั่งหย่อนขา กลายเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือด้วย ยิ่งทำให้คิวถ่ายรูปยาวขึ้นแต่ก็ได้ภาพประทับใจกลับบ้าน

นอกจากนั้นในร้านยังมีมุมนัดบอดกับหนังสือ Blind Date with a Book ที่หนังสือทุกเล่มถูกห่อหน้าปกมิดชิด มีเพียงแค่ข้อความสั้นๆทิ้งเป็นปริศนาว่าหนังสือเล่มนั้นเกี่ยวกับอะไร คนจะรู้ว่าได้เล่มไหน ก็ต่อเมื่อซื้อหนังสือและเปิดอ่านค่ะ

 

Merdaka Square

เช้าวัดถัดมาเรามาสำรวจกัวลาลัมเปอร์กันในย่านประวัติศาสตร์กันบ้าง การเดินทางในกัวลาลัมเปอร์นั้นง่ายมาก เรียก Grab มารับได้ทุกที่ ถ้าอยากได้รถเร็วและรถใหญ่ให้เรียก Grab 6 seats ราคาสูงกว่าคันพื้นฐาน แต่ก็แลกมาด้วยความสะดวกสบายค่ะ ค่าเดินทางในเมืองประมาณทริปละ 200 – 300 บาท เท่านั้น ไม่ต้องต่อรอง ราคา Fixed และรถไม่ค่อยติด ถ้าไม่ใช่ชั่วโมงเร่งด่วน

Merdeka Square (จัตุรัสเมอร์เดก้า) เป็นลานประกาศอิสรภาพของมาเลเซียออกจากจักรวรรดินิยม ที่ปกครองโดยอังกฤษ สนามหญ้าสีเขียวผืนนี้มีเสาธงชาติสูง 95 เมตรตั้งตระหง่าน เป็นเสาธงชาติที่ลดธง Union Jack ของอังกฤษ เปลี่ยนเป็นธงชาติของมาเลเซียในปัจจุบัน จุดที่เรายืนถ่ายรูปนี้ มีข้อความแสดงความดีใจต่อการปลดแอก และการกลับมาเป็นชาติมาเลเซียเมื่อปี 1957 หรือเมื่อประมาณ​ 69 ปีก่อน

 

Sultan Abdul Samad Building

ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพอาคารสุลต่านอับดุลซาหมัด (Sultan Abdul Samad Building) ก็คงเหมือนกับพระบรมมหาราชวัง และ Merdeka Square ก็เป็นสนามหลวง ดังนั้นเมื่อชมสนามหลวงเสร็จแล้ว เราก็มาชื่นชมความสวยงามของอาคารแห่งนี้กันต่อ

Sultan Abdul Samad Building ตั้งชื่อตามสุลต่านของรัฐสลังงอร์ที่ครองราชย์ในปี 1897 อาคารอายุกว่าร้อยปีนี้ โดดเด่นด้วยโดมสูงและอิฐสีแดงสไตล์แขกมัวร์ ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอังกฤษในช่วงจักรวรรดินิยม จึงผสมผสานสถาปัตยกรรมยุโรป เห็นได้จากหอนาฬิกาสูงกว่า 40 เมตร ที่ถูกเรียกว่า Little Big Ben

ในอดีตอาคารสุลต่านอับดุลซาหมัดเคยเป็นที่ทำการของเจ้าหน้าที่ชาวอังกฤษที่เข้ามาปกครองมาเลเซีย จนกระทั่งมาเลเซียประกาศอิสรภาพเมื่อปี 1957 อาคารแห่งนี้จึงเปลี่ยนเป็นอาคารประวัติศาสตร์ เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม

เราสามารถเดินเล่น และถ่ายรูปภายนอกของอาคารได้ ที่ชั้นหนึ่งยังมีร้านขายของที่ระลึกน่ารัก เสื้อยืดลายช้อปเฮาส์ราคา 49 RM ซื้อมาเป็นของฝาก ถุงผ้าปาเต๊ะของชาวเพรานากันเพื่อนก็ซื้อมาฝากอีกเหมือนกัน ในร้านขายของที่ระลึกยังมีคาเฟ่ และเค้กทุเรียนมูซังคิง (Musang King) สายพันธ์ที่ชาวมาเลเซียภาคภูมิใจ

ที่สำคัญ และไม่อยากให้พลาด ก็คือพิพิธภัณฑ์ของ Royal Selangor และร้านขายสินค้าเครื่องเงิน ที่เป็นงาน handcraft ชั้นนำของประเทศมาเลเซีย เทียบได้กับผ้าไหม Jim Thompson ของประเทศไทย เครื่องเงินของ Royal Salangor หรือ pewter มีคุณภาพพรีเมี่ยม เกิดจากการผสมแร่ดีบุกกับแร่ธาตุต่างๆ ซึ่งประวัติของแบรนด์ จัดแสดงให้นักท่องเที่ยวได้ชม มีมินิทัวร์ ก่อนจะใช้เวลาดูสินค้าที่ช้อป สินค้าน่าซื้อมีทั้งกรอบรูป ไม้เท้า และที่เปิดขวดไวน์ ราคาของเครื่องเงินค่อนข้างสูง เพราะเป็นงานฝีมือ แต่ก็คุ้มค่าเพราะใช้ได้ยาวนาน ในช้อปยังมีมุมคาเฟ่ให้นั่งพักในห้องแอร์เย็นสบาย เราสั่งเครื่องดื่มที่มีกาแฟอาร์ตรูปโถน้ำชา น่ารักดี ส่วนเพื่อนสั่งเบเกอร์รี่มากินกับลูกสาว ถือเป็นการจบทริปสำรวจประวัติศาสตร์ของมาเลเซียกันพอหอมปากหอมคอ (ปล. ใครอยากเข้าชมอย่างใกล้ชิด ซื้อตั๋วขึ้นไปดูที่ชั้นสองกันได้ค่ะ)

The Exchange TRX Mall

The Exchange TRX Mall ศูนย์การค้าใหม่ล่าสุดที่ตั้งอยู่ใกล้ๆกับย่าน Bukit Bintang เดินจาก Pavilion KL มาเพียงแค่ 7-10 นาทีเท่านั้น มีเสียงกระซิบว่า The Exchange TRX จะกลายเป็นหมุดหมายใหม่ของเมืองหลวงของมาเลเซียด้วย เพราะออฟฟิสบริษัทชั้นนำจากทั่วโลกต่างย้ายเข้ามาตั้งอยู่ในบริเวณนี้กันหลายบริษัท มิน่าศูนย์การค้าของ TRX เลยเต็มไปด้วยแบรนด์หรู และแบรนด์ระดับกลาง รวมตัวกันไม่ต่ำกว่า 400 ร้านค้า เดินแล้วรู้สึกเหมือนอยู่ IFC Mall ที่ฮ่องกงเลยค่ะ ยิ่งไปกว่านั้นชั้นล่างยังเป็นกองทัพของร้านอาหาร ชั้นใต้ดินเชื่อมกับรถไฟฟ้า สะดวกสบาย ส่วนดาดฟ้าก็เป็นสวนใหญ่ เช่นเดียวกับบริเวณรอบๆของ TRX ที่ทันสมัยมากและมีที่ทางให้เดินเล่น ครั้งหน้าถ้ามีโอกาสกลับมาเยี่ยมกัวลาลัมเปอร์อีก จะลองพักใกล้ๆ The Exchange TRX แทนที่ Bukit Bintang ดูบ้างค่ะ