Taipei Full HD : ท่องละไมในไทเป

รูป 1 Feature Image

“Full HD” ไกด์พาเที่ยว ซอกแซกตามเมืองต่างๆ ในแบบฉบับของ “Thaifootprint” ค่ะ ทริปเที่ยวของเรา เน้นกินอร่อยและอยู่สบาย เดินทางด้วยสปีดเนิบช้า ปล่อยให้เรามีเวลาละเมียดชมเมือง ควานหาเสน่ห์ที่ ซุกซ่อนเพื่อเก็บความงามที่ตราตรึง ความสุข และความรู้ที่ได้ไว้ในเมมโมรี่ฮาร์ตอีกหลายๆ ปี … และเมืองประเดิมของไกด์พาเที่ยวคอลเล็คชั่นนี้เริ่มกันที่ “ไทเป” เมืองหลวงของประเทศไต้หวัน ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวขี้เบื่อ (ญี่ปุ่นและเกาหลี) ทั้งหลาย

“ไต้หวัน” เกาะเล็กๆ ในทะเลจีนตะวันออกเคยถูกครอบครองจากสเปน เนเธอร์แลนด์ และญี่ปุ่น มีชื่อติดหูที่ฟังดูหรูหราว่า “Formosa” ซึ่งแปลว่า “เกาะที่งดงาม” นั่นเองค่ะ

DAY 1

เราเหินฟ้าสู่ไต้หวันกันด้วยสายการบินไทยไฟลท์เช้าตรู่ ล้อแตะพื้นที่ไทเปเวลา 11.50 น. เร็วกว่าบ้านเราหนึ่งชั่วโมง ใช้เวลาบินบนเวหากว่า 3 ชั่วโมง 40 นาที จึงทำให้เราพอมีเวลางีบพักเอาแรงกันอยู่บ้าง

ขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองและรับกระเป๋าของไต้หว้นเป็นระบบระเบียบ เพียงครึ่งชั่วโมง เราก็ออกมายืนหน้าดำกลางแดดเปรี้ยง เพราะอุณหภูมิในเดือนกันยายนของที่นี่สูงถึง 35 องศาเซลเซียสค่ะ เรียกว่าร้อนไม่แพ้บ้านเราเลยทีเดียว

รถโรงแรมของ W Taipei Hotel ที่จองไว้ล่วงหน้า มาจอดรับตั้งแต่ก้าวเท้าออกจากสนามบิน…อีกเพียง 45 นาทีเท่านั้น เราก็จะได้เห็นไทเป เมืองที่ขึ้นชื่อว่าอาหารโอชา มีพิพิธภัณฑ์ล้ำค่า และเป็นที่ตั้งของ Taipei 101 ตึกสูงที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศไต้หวันและเอเชียเป็นครั้งแรก

W Taipei Hotel ตั้งอยู่ในย่านซินยี่ (Xinyi) เขตธุรกิจใหม่ รายล้อมด้วยบริษัทข้ามชาติ ห้างสรรพสินค้าใหญ่โต มี Taipei 101 เป็นศูนย์กลางและแลนด์มาร์คสำคัญ โรงแรมนี้อยู่ติดกับสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสถานี Taipei City Hall ความสะดวกสบายจึงไม่ต้องพูดถึง

รูป 2 W Hotel

W Taipei Hotel มีชื่อเสียงโด่งดัง ได้รับรางวัลการออกแบบจากหลายสำนักทั่วโลก ดูเก๋มีสไตล์ตั้งแต่ป้ายชื่อโรงแรม ตัวอักษร W ที่ล้อมรอบด้วยใบหญ้าพริ้วสีเขียวขจี ให้ความรู้สึกเหมือนไทเปถูกโอบล้อมด้วยขุนเขารอบด้าน เช่นเดียวกับล็อบบี้ดีไซน์เท่ สระว่ายน้ำสวยขนาดใหญ่ ห้องพักสไตล์โมเดิร์นและคียร์การ์ดสุดเซ็กซี่ จนต้องของุบงิบเก็บไว้เป็นที่ระลึก (รายละเอียดเพิ่มเติมของโรงแรม ดูได้ที่ www.thaifootprint.comรูป 2.1 W Hotel

มื้อเที่ยงของวันแรก เราเลือกร้านอาหารจีนติดดาวที่ Yen Chinese Restaurant ร้านนี้ตั้งอยู่บนชั้น 31 ของ W Taipei Hotel มีเชฟมิชลิน Dicky Wu เป็นหัวหน้าเชฟใหญ่ ติ่มซำยามเที่ยงวันเป็นเมนูที่ขึ้นชื่อ ซึ่งหลังจากชิมเข่งซิกเนเจอร์ทั้งหลายที่เชฟแนะนำแล้ว บอกได้คำเดียวว่า “เด็ดสะระตี่” ทั้งสร้างสรรค์ และอร่อยจนแทบจะโกยดาวทั้งกาแล็กซี่มาเพิ่มให้เลยค่ะ

รูป 3 Yen Chinese Restaurant

พลบค่ำของวันแรก เราเดินไปชมความงามยามอาทิตย์อัสดงกันที่ Taipei 101 ซึ่งอยู่ห่างจากโรงแรมไม่มาก ใช้เวลาเดินเพียงแค่ 10 นาทีก็ถึง ในวันธรรมดาแบบนี้ มีผู้คนต่อคิวขึ้นชมตึกสูงแห่งนี้ไม่หนาตานัก สักครึ่งชั่วโมงเท่านั้น เราก็ได้มายืนเงยหน้าอยู่ในลิฟท์ที่เร็วที่สุดของโลก ชมแสงสีเสียงได้เพียง 37 วินาที ก็ขึ้นมาถึงซะแล้ว

ชั้น 88 ของ Taipei 101 เป็นชั้นชมวิวในมุมพญาเหยี่ยว ที่เผยวิว 360 องศา ได้เห็นเมืองแบบรอบทิศ ณ จุดนี้ ทำให้เรารู้ว่า ไทเปเป็นเมืองในหุบเขาที่ธรรมชาติอยู่ใกล้แค่เอื้อม ด้วยถูกแนวเขาโอบกอดไว้ทุกทิศทาง เป็นเมืองแอ่งกระทะ เรื่องน่าดีใจคือที่ตึกนี้มีบริการเครื่องอธิบายเสียงภาษาไทย ซึ่งขอรับฟรีได้ที่ชั้นนี้ เสียงบรรยายตามจุดต่างๆ ได้ทำให้เราได้รู้ข้อมูลของไทเปอย่างลึกซึ้ง ได้รู้จักเมืองนี้มากขึ้นอีกเป็นกองค่ะ

รูป 4 Taipei 101

Taipei 101 เริ่มสร้างตั้งแต่ปี 2004 ใช้เวลาเพียง 6 ปี ก็เสร็จสมบูรณ์ในปี 2010 และได้ครองตำแหน่งตึกที่สูงที่สุดในโลกอยู่ 6 ปี รูปแบบของตึกได้แรงบันดาลใจจาก “ไม้ไผ่” พันธุ์ไม้สำคัญของชาวจีน จำนวนปล้องทั้ง 8 สื่อถึงเลขมงคลของจีน โดยพื้นที่ตรงกลางตึกยังมีลูกตุ้มทองคำขนาดใหญ่ช่วยประครองตึกสูงนี้ให้แข็งแรงและหยืดหยุ่นทั้งยามมีพายุฝน และแผ่นดินไหว … หนุ่มๆ สาวๆ ที่เรี่ยวแรงยังดีอยู่ก็เดินต่อขึ้นไปเก็บสแปร์กันได้ที่ชั้น 91 ซึ่งเป็นลานกว้างให้ชมวิวในจุดที่สูงที่สุดของไทเปอย่างแท้จริง

รูป 5 ลูกตุ้มทองคำ Taipei 101

มื้อค่ำวันนี้ เราไปดินเนอร์กันที่ Coffee Alley คาเฟ่ตะวันตกแต่หัวใจไทเป ที่โด่งดังทั้งในไทเปและฮ่องกง ร้านนี้ตั้งอยู่ที่ Att 4 Fun ศูนย์การค้าสำหรับวัยรุ่น ซึ่งอยู่เยื้องๆ กับ Taipei 101 ค่ะ

ในวันธรรมดา Coffee Alley ช่างร้างผู้คน เราจึงได้ที่นั่งทันทีที่ไปถึง เมนูอร่อย ขอแนะนำสลัดเป็ดรมควันกับซอสส้ม ขนมปังหน้ากุ้ง ขนมปังอบชีส และชามะนาว ก่อนจะปิดท้ายด้วยวอฟเฟิลไอศกรีมและคัสตาร์ด ที่กินคู่กับสตรอว์เบอร์รี่สดๆ อร่อยชื่นใจ จานนี้เป็นเมนูดังของทางร้าน และถูกใจพวกเราเป็นที่สุดด้วย

รูป 6 Coffee Alley

ก่อนจะกลับโรงแรมคืนนี้เรายังแวบชมแสงไฟสว่างไสวและสีสันของตึกอาคารในย่านนี้อีกสักพัก ทางเท้าที่กว้างขวางทำให้เราเดินซอกแซกตามตึกต่างๆได้อย่างง่ายดาย ซึ่งหลังจากชมแล้ว เรานิยามย่านนี้ได้ทันทีว่า เป็น “Rainbow City” หรือเมืองสายรุ้งของเอเชียอย่างไม่ต้องสงสัย วันแรกในไทเป เราอิ่มใจกันมากทีเดียวค่ะ ไทเปสวยงาม สะอาด ปลอดภัย และเดินทางง่ายกว่าที่คิดไว้ตั้งเยอะเลย ….

รูป 7 Bella Vista

รูป 7 Humble House1


รูป 7 W Hotel

 

รูป 7 Mitzukoshi

 

DAY 2

เช้าวันนี้ ท้องฟ้าแจ่มใส แต่อุณภูมิบนหน้ามือถือกลับฟ้องว่า ไทเปร้อนแผดเผาไม่ต่างจากกรุงเทพในเดือนเมษายน เลยสักนิดค่ะ

โปรแกรมวันนี้เราประเดิมกันที่ National Palace Museum หรือ พิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งชาติ เรานั่งแท็กซี่ จากใจกลางเมือง ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงกับค่ารถ 300 บาท ก็มาถึงที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ที่จัดแสดงสมบัติล้ำค่ากว่า 600,000 ชิ้น ล้วนแล้วแต่เป็นของหายากและมีคุณค่าสำคัญทางจิตใจ เพราะพรรคก๊กมินตั๋งได้นำหลบหนี ออกมาจากประเทศจีน ก่อนที่พรรคคอมมิวนิสต์จะครองเมือง เรื่องเล่าชวนขำขันที่เล่าสู่กันมา เชื่อว่า ประเทศจีนหมดสภาพและกลายเป็นยาจกไปในพริบตาทันทีที่สมบัติมหาศาลเหล่านี้ถูกนำออกมานอกประเทศ …

ดังนั้นที่นี่จึงเป็นพิพิธภัณฑ์ในฝันของชาวจีนแผ่นดินใหญ่ ที่พวกเขาอยากแวะมาชมสมบัติของประเทศสักครั้งในชีวิต ลูกค้าคนสำคัญของที่นี่จึงเป็นกรุ๊ปทัวร์ชาวจีนนับร้อยอย่างไม่ต้องสงสัยเลยค่ะ

รูป 8 National Palace Museum

สมบัติล้ำค่าชิ้นไฮไลท์จัดแสดงอยู่ที่ชั้น 3 ของพิพิธภัณฑ์ นั่นคือ หยกผักกาดเขียว (Jade Cabbage) และหยกหมูสามชั้น (Pork Belly Jade) เป็นสองชิ้นที่ดูแล้วห้ามกะพริบตา ความมหัศจรรย์อยู่ที่ขนาดของหยกที่เล็กกว่าฝ่ามือ ช่างแกะสลักหยกระดับเซียนเท่านั้น จึงจะทำให้หยกสองชิ้นนี้งดงามเหมือนของจริงได้ ยิ่งเพ่งก็ยิ่งตะลึงกับฝีมือช่างจีนยุคโบราณที่มีความเพียรพยายามใช้ฝีมือล้วนๆ โดยปราศจากเครื่องทุนแรงใดๆ และด้วยจำนวนผู้คนที่ต้องการเข้าชมงานสองชิ้นนี้กันอย่างล้นหลามทุกวัน ทางพิพิธภัณฑ์จึงต้องจัดห้องแยก แบ่งทางเข้าและทางออกให้ชัดเจน พร้อมกำหนดเวลาให้แต่ละกลุ่มเข้าได้ไม่เกิน 15-20 คน และอยู่ชมได้เพียง 5 นาทีเท่านั้นค่ะ (พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ห้ามถ่ายรูปภายในพิพิธภัณฑ์)

รูป-9-Jadeite-Cabbage_Fotor_Collage

ผละจากแลนด์มาร์คสำคัญของประเทศ เรามุ่งหน้าเข้าเมืองด้วยแท็กซี่อีกเช่นกัน ศูนย์เรียกแท็กซี่ตั้งอยู่ที่ชั้นล่างของพิพิธภัณฑ์ เจ้าหน้าที่แจกบัตรคิวตามลำดับขั้น จึงสะดวกสบายไร้กังวล

Chiang Kai-Shek Memorial Hall หรืออนุสรณ์สถานรำลึกถึงท่านประธานาธิบดีคนแรกของจีน ท่านเจียง ไค เช็ค เป็นสถานีต่อไป หลายไกด์บุ๊กแนะนำให้เดินขึ้นไปชมรูปปั้นของท่านก่อน แล้วค่อยเดินลงมา แต่เรากลับเห็นต่างกัน จึงขอแนะนำให้ทำความรู้จักกับประวัติของท่านที่พิพิธภัณฑ์ชั้นล่างก่อนแล้วจึงขึ้นไปชั้นบน เพราะเมื่อเราเข้าใจพื้นฐานและหลักการของท่านแล้ว เราก็จะรู้ซึ้งถึงคำว่า “ประชาธิปไตย จารีตประเพณี และวิทยาศาสตร์” สามคำนี้คือภาษาจีนที่สลักไว้ด้านหลังรูปปั้นสำริดสูง 16 เมตรของท่านค่ะ นอกจากนั้นเพดานของโถงนี้ยังเป็นรูปดวงอาทิตย์สีขาวส่องแสงเป็นรัศมีสิบสองแฉก เปรียบเหมือนสัญลักษณ์ของประเทศไต้หวัน ที่ส่องประกายรอบทิศ

รูป 10 Chiang Kai Shek 1

รูป 10 Chiang Kai Shek 2

ระยะเวลาเยี่ยมชมสองแลนด์มาร์คนี้ ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงค่ะ ดังนั้นถ้าเราเริ่มออกเดินทางตั้งแต่เช้าตรู่ เที่ยงวันก็จะเสร็จพอดิบพอดีกับอาการท้องร้องที่ส่งสัญญาณบอกเวลามื้อกลางวัน วันนี้เราอาสาพาไปกิน “สุกี้ไทเป” หรือ Hotpot ซึ่งเป็นเมนูที่ชาวไต้หวันชื่นชอบกันที่ Mala Yuanyang Hotpot ซึ่งเป็นร้านที่มีชื่อเสียงอยู่พอตัวเลยค่ะ ร้านนี้มีอยู่หลายสาขา แต่วันนี้จะพาไปกินกันที่ Ximending (ซิเหม่นเติ่ง) ย่านวัยรุ่นที่จะเล่าให้ฟังหลังกินอิ่มกันแล้ว

รูป 11 Mala Yuanyang

ระบบกินไม่อั้นจ่ายเท่ากัน หรือ all you can eat เป็นวิถีการกินของร้านนี้ ทั้งผัก ลูกชิ้น เต้าหู้ และซีฟู้ดหลากหลายชนิดตั้งไว้ให้คีบกันตามใจชอบ ตัวเลือกละลานตามว๊าก เห็นแล้วน่าหยิบไปเสียหมด แต่ที่บอกมานี่ยังไม่นับซุ้มขนมหวาน ไอศกรีม และสารพันน้ำดื่ม เช่นเดียวกับเบียร์ไต้หวันที่กดได้ตามใจชอบอีกด้วยค่ะ (สนใจร้านนี้ อ่านข้อมูลเพิ่มได้ใน www.thaifootprint.comค่ะ)

กิจกรรมต่อไป เราจะไปละลายทรัพย์กันที่ Ximending ย่านช้อปปิ้งชื่อดังของวัยรุ่น แหล่งที่หลายคนยกให้เป็น “ฮาราจุกุ” แห่งไทเปค่ะ

Ximending มีแบรนด์ระดับกลางเจาะกลุ่มวัยรุ่นมาเปิดร้านมากมาย ทั้งกระเป๋าแฟชั่น ร้านขายสินค้าตัวการ์ตูน ร้านขายอุปกรณ์มือถือ แบรนด์เสื้อผ้าท้องถิ่น คาเฟ่ และ The Eslite Spectrum ช็อปปิ้งมอลล์ซึ่งมีกระเป๋า Porter วางขายอยู่หลายรุ่น สืบทราบมาว่า ลิขสิทธิ์ของ Porter ที่นี่เป็นของไต้หวันจึงทำให้รูปแบบแตกต่างจากญี่ปุ่น และที่สำคัญราคาย่อมเยากว่าด้วยค่ะ

รูป 12 Ximendeng

Red Theatre อาคารอิฐสีแดงที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกับ Ximending เป็นสวรรค์สองชั้นของคนชอบลายเส้น นอกจากชาวญี่ปุ่นจะเก่งฉกาจด้านตัวการ์ตูน ชาวไต้หวันก็ได้รับอิทธิพลของญี่ปุ่นมาเต็มๆ จึงมีฝีมือดีไม่แพ้กัน ดังนั้นใครที่ชอบงานสร้างสรรค์ งานประดิษฐ์เก๋ๆ แวะมาเดินที่นี่ แล้วจะไม่เสียใจแน่นอนค่ะ

รูป 13 Red Theatre

ส่วนโปรแกรมสุดท้ายของวันนี้ ก่อนจะกลับไปพักผ่อนที่โรงแรม เราไปไหว้พระที่วัดสวยประจำเมือง Longshan Temple (วัดหลงซาน) ที่ตั้งอยู่ไม่ห่างจาก Ximending นัก

วัดหลงซานเป็นวัดเก่าแก่ระดับประเทศ มีอายุไม่ต่ำกว่า 200 ปี เลื่องลือเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ เพราะในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เจ้าแม่กวนอิม ซึ่งเป็นพระประธานของวัดนี้รอดพ้นจากการถล่มระเบิดราวปาฏิหาริย์ ชาวไต้หวันจึงแวะเวียนมาสักการะขอพรให้ตนเองและครอบครัวอยู่เป็นประจำ

รูป 14 Longshan Temple

หลังจากพักเหนื่อยได้สักพัก อาบน้ำอาบท่าให้สดชื่น คืนนี้เราจะไปตะลุยตลาดกลางคืน Night Market ที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของไต้หวัน เหมือนจตุจักรที่นักท่องเที่ยวที่มาเมืองไทยชื่นชอบ

ตลาดกลางคืนของวันนี้ มีชื่อว่า Raohe Street Night Market ค่ะ ที่นี่มิใช่ตลาดใหญ่ที่สุด (Shilin Night Market เป็นตลาดที่ใหญ่และดังที่สุด) แต่ก็ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของเมือง เมนูอาหารที่ขายตามรถเข็นก็คล้ายคลึงกันกับตลาดนัดกลางคืนทั่วไป และที่สำคัญตลาดนี้อยู่ใกล้ย่านซินยี่ ที่พักของเรา ผู้คนไม่พลุกพล่าน เหมาะกับการเดินสำรวจแบบชิลๆ ตามสไตล์ของเราค่ะ

รูป 15.1 Raohe Street Night Market

เราได้ลองซาลาเปาอบเตาหินไส้หมู ไส้กรอกไต้หวันที่หน้าตาคล้ายกุนเชียง ข้าวหน้าหมูกับน้ำซุปกระดูกหมู ฝรั่งเนื้อชมพู ปลาหมึกปิ้ง ทาโกะยากิ และอื่นๆ อีกมายมาย เป็นจานเด็ดที่เรากินกันอย่างไม่รู้อิ่มในค่ำคืนนี้ ความอร่อย บอกด้วยความสัตย์จริงว่า ให้คะแนน 3/5 แต่ความสนุกให้เต็มร้อยเลยค่ะ ทุกร้านประโคมแต่งหน้าตาอาหารกันเต็มเหนี่ยว หวังดึงลูกค้ากันเต็มที่ พ่อค้าแม่ขายก็ยิ้มแย้มแจ่มใส แถมโพสท่าถ่ายรูปให้กล้องอย่างชำนาญงานอีกด้วยค่ะ … คืนนี้จึงอิ่มหมีพีมัน ฝันดีถึงทริปในวันรุ่งขึ้นกันต่อไป

รูป 15.2 Raohe Street Night Market รูป 15.3 Raohe Street Night Market รูป 15.4 Raohe Street Night Market

DAY 3

ภาพขบวนรถไฟที่ตกแต่งด้วยลายการ์ตูนน่ารักที่กำลังออกเดินทางพาผู้คนไปแช่ออนเซนอย่างสุขใจ ทำให้เรามุ่งมั่น ต้องลองนั่งให้ได้สักครั้งในชีวิตค่ะ !!!

ขบวนรถไฟออนเซนสายนี้วิ่งบริการระยะทางสั้นๆ ระหว่างสถานีหลัก Beitou ไปยัง Xinbeitou ใจกลางเมือง ของเป่ยโถว เมืองตากอากาศชื่อดังที่ชาวไต้หวันแวะเวียนมาแช่น้ำพุร้อนคลายความเครียดกัน

รูป 16.1 Beitou รถไฟ

รูป 16.2 ภายในรถไฟ

“Beitou” (เป่ยโถว) เป็นเมืองน้ำพุร้อนชื่อดัง ที่ตั้งอยู่ชิดไทเป เป็นสวรรค์ของคนรักออนเซนอย่างไม่ต้องสงสัย เมืองนี้มีบ่อน้ำพุร้อนตามธรรมชาติมากมาย ทั้งบ่อสาธารณะ และบ่อส่วนตัวในโรงแรมทั่วไป ในวันนี้ เราท่องเป่ยโถวกันแบบทัวร์ครึ่งวัน การแช่น้ำพุร้อนเลยเป็นไปไม่ได้ จึงขอเปลี่ยนไปเดินชม แอ่งน้ำพุร้อนสำคัญของเมืองที่เรียกว่า “นรกอเวจี” (Hell’s Valley) แทนค่ะ

รูป 17 Hell Valley

Hell’s Valley เป็นบ่อน้ำพุร้อนตามธรรมชาติขนาดใหญ่ รายล้อมด้วยภูเขาและแมกไม้เขียวขจี ควันของกำมะถันที่ลอยฟุ้งอยู่ตลอดเวลา ทำให้ถูกนิยามว่าเป็นบ่อนรกอเวจีที่น่าสะพรึงกลัว เมื่อก่อนทางการเปิดให้ต้มไข่ในบ่อน้ำพุร้อนได้ แต่เพราะเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง จึงต้องตั้งรั้วกั้น ให้เดินชมและถ่ายรูปแต่เพียงอย่างเดียว

เสร็จจากที่นี่ เราเดินไปชมสวนสวยของเมืองกันต่อ ก่อนจะไปที่ห้องสมุดสีเขียว ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ และพิพิธภัณฑ์บ่อน้ำร้อนของเป่ยโถว ซึ่งทั้งหมดนี้ใช้เวลาเพียง 1-2 ชั่วโมงก็เสร็จ ก่อนก็เดินทางกลับสู่ไทเปในช่วงเที่ยงๆ (ข้อมูลเที่ยวเป่ยโถวอ่านได้เพิ่มเติมที่ www.thaifootprint.com)

บ่ายนี้เราจะไปเที่ยวกันที่ Zhongxiao Dunhau ย่านเก๋ที่มีทั้งศูนย์การค้าใหญ่โต คาเฟ่ และร้านขายเสื้อผ้าน่ารัก ตามตรอกซอกซอย หากจะเปรียบกับ Ximending ที่นี่จับกลุ่มวัยรุ่นฮิปกว่า เน้นความเท่ เก๋ และไม่เหมือนใคร มื้อนี้เราเลือกกินขนมแทนอาหารคาว Dazzling Café อีกคาเฟ่หนึ่งของไต้หวันที่มีเมนูชิบูย่าโทสต์อันโด่งดัง โชคดีที่ลูกค้าบางตา เราจึงได้ที่นั่งในร้านสวย ไม่ต้องรอคิวเหมือนที่ได้ยินมาค่ะ

รูป 18 Dazzling Cafe

รูป 19 Zhongzian Dunhau

หลังจากท่อง Zhongxiao Dunhau กันจนหนำใจ เราก็ไปเก็บอาร์ซีสุดท้ายที่ The National Dr.Sun Yat-Sen Memorial Hall หรืออนุสรณ์สถาน ดร. ซุน ยัด เซน ผู้เปรียบได้ดังนายปรีดี พนมยงค์ของประเทศไทยค่ะ ท่านเป็นผู้นำที่มีจิตใจกล้าหาญและก้าวหน้า ลุกขึ้นมาเปลี่ยนจีนทั้งประเทศให้กลายเป็นระบอบประชาธิปไตย โดยมีนายพลคู่ใจ เจียง ไค เช็คเป็นมือขวา ก่อนที่จะพ่ายแพ้ต่อพรรคคอมมิวนิสต์ และหลบหนีออกมาอยู่นอกประเทศ

รูป 20 Sun Yat Zen Memorial Hallลานกว้างหน้าอนุสรณ์สถาน เป็นที่ออกกำลังกายของชาวไทเปทั้งช่วงเช้า และเย็น อีกทั้งยังเป็นจุดถ่ายรูปคู่กับ Taipei 101 ได้อย่างเหมาะเจาะ ได้เก็บไว้เป็นที่ระลึก ก่อนจะเดินทางสู่สนามบิน มุ่งหน้ากลับกรุงเทพไฟลท์สองทุ่มโดยสวัสดิภาพค่ะ

****** ****** ******

Taipei Full HD นี้ จริงๆ เราใช้เวลาท่องเที่ยวกัน 5 วันเต็มๆ ค่ะ แต่เพราะหลายแหล่งท่องเที่ยวรวบตึงเข้าด้วยกันได้ จึงเขียนย่นระยะเวลา เหลือเพียง 4 วัน และ 3 คืน แผนการเที่ยวตามรอย Thaifootprint ฉบับนี้ปฏิบัติได้จริง แต่มีกฎเหล็กอยู่ 3 ข้อนะคะ

  • ใช้บริการรถแท็กซี่เป็นพาหนะหลัก เฉลี่ยวันละ 800-1,000 บาท หนึ่งคันนั่งได้ 4 คน
  • เยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวในวันธรรมดา มิใช่วันหยุด ลดเวลาที่ต้องเสียเวลารอคิวไปมากโข
  • สภาพอากาศต้องเป็นใจ จึงแนะนำให้ไปในฤดูหนาว และหลีกเลี่ยงฤดูร้อน และฤดูฝน

ถ้าสัญญาใจพร้อมแล้ว เราขอให้ทุกคนท่องละไมในไทเปอย่างสนุกสนาน ค้นหาเสน่ห์ของดินแดนแอ่งกระทะที่โอบล้อมด้วยหุบเขาเขียวขจี และอิ่มอร่อยกับอาหารนานาชนิดที่ไทเปสรรหามาให้ … Happy Trip in Taipei!!!

ข้อมูลการเดินทาง

Thai Airways และ EVA Air บินตรงจากกรุงเทพ-ไทเป ใช้เวลาบินประมาณ 3 ชั่วโมง 40 นาที

วีซ่า

คนไทยไม่ต้องขอวีซ่า และอยู่ได้นาน 30 วัน (มีตั๋วเดินทางขากลับ และหนังสือเดินทางมากกว่า 6 เดือน)

จิปาถะ

  • อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์ไต้หวัน = 1.10 บาท หรือ 10 ดอลลาร์ไต้หวัน เท่ากับ 11 บาท โดยประมาณ
  • ค่าครองชีพที่ไต้หวันสูงกว่ากรุงเทพเล็กน้อยเแท็กซี่ประมาณ 100-150 บาทชานมไข่มุก 50 บาทก๋วยเตี๋ยว 80-100 บาท
  • ที่ไต้หวันไม่มีธรรมเนียมให้ทิป แล้วแต่ความสมัครใจ
  • การเดินทางในไทเปสะดวก แม้คนไต้หวันจะพูดภาษาอังกฤษได้น้อยมาก แต่ถ้าเรามีที่อยู่ภาษาจีนให้แท็กซี่ก็สามารถพาไปถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัย