ปลายปีที่แล้ว เรากลับมาโคลอมโบเป็นครั้งที่สอง รอบนี้มาเพียงไม่กี่คืน เลยตั้งใจเก็บหมุดหมายที่พลาดไปในครั้งแรก และใช้เวลาเดินเล่นอยู่บริเวณ Galle Face Green สวนสาธารณะขนาดใหญ่ประหนึ่งสนามหลวง ที่หันหน้าเข้าหามหาสมุทรอินเดีย และหนุนหลังด้วยโรงแรมและศูนย์การค้าชั้นนำของศรีลังกา
ก่อนเดินทาง มีเหตุการณ์ภัยพิบัติเกิดขึ้น ศรีลังกาประสบกับอุทกภัยครั้งใหญ่ น้ำท่วมถึงหนึ่งในสามของประเทศ ซึ่งเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับน้ำท่วมหาดใหญ่และภาคใต้ของไทย ทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นในต้นฤดูหนาว ช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยว เหตุผลเดียวมาจากโลกร้อน ฤดูกาลวิปริด ศรีลังกาคงต้องใช้เวลาฟื้นฟูอีกหลายเดือนกว่าจะกลับมาดังเดิม โชคดีที่เมืองหลวงของประเทศหยดน้ำ โคลอมโบไม่ได้รับผลกระทบ และยังคงสวยงามอย่างในวันนี้
เรามาถึงสนามบินนานาชาติบันดาราไนยเก (Bandaranaike International Airport – CMB) ในช่วงเที่ยงๆ ด้วยสายการบิน Srilankan Airlines ใช้เวลาบินประมาณ 3 ชั่วโมงกว่าๆจากกรุงเทพ และจากสนามบิน เรานั่งแท็กซี่เข้าเมือง จองผ่าน Trip.com ใช้เวลาประมาณ 30-40 นาทีเท่านั้น
Jami Ul-Alfar Masjid (Red Mosque)
หลังจากเช็คอินที่โรงแรมเสร็จ เราก็เรียกรถแท็กซี่ผ่าน Pick-Me-Up Application (เหมือน Uber และ Grab) มายังมัสยิดแคนดี้เคน (Candy Cane) สีแดง-ขาว ที่ตั้งอยู่กลางตลาด Pettah Market ตลาดใหญ่ของโคลอมโบ


Jami Ul-Alfar Masjid สร้างเสร็จเมื่อปี 1909 ด้วยเงินสนับสนุนจากชาวอินเดียมุสลิมที่อาศัยในศรีลังกา ลักษณะเด่นของมัสยิดอยู่ที่การเล่นสีแดง-ขาวเป็นลายทาง ประกอบกับสถาปัตยกรรมของมุสลิม โดมหัวหอม ทำให้สูงเด่นเป็นสง่า และกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวลำดับต้นๆของโคลอมโบ โดยมี Red Mosque เป็นชื่อเล่นที่นักท่องเที่ยวมอบให้กับมัสยิดสีลูกกวาดนี้



ในครั้งนี้ เราตั้งใจจะเข้าไปชมภายใน หลังจากพลาดในทริปแรก เช็คแล้วเช็คอีกว่าวันอาทิตย์มัสยิดเปิดให้เข้าชมแน่นอนเพราะไม่มีพิธีทางศาสนา แต่เมื่อมาถึงประตูกลับปิดสนิท เจ้าหน้าที่บอกว่าจะเปิดให้เข้าชมอีกครั้งตอนสี่โมงเย็น (ฮา) ซึ่งเราจองร้านอาหารแล้ว เลยต้องปรับอารมณ์กันพักนึง เหมือนคนอกหัก แต่เมื่อทำใจได้ ก็เดินถ่ายรูปด้านนอก Red Mosque ไปพลางๆ และทำให้รู้ว่า จุดถ่ายรูปกับ Red Mosque ที่สวยที่สุดนั้นอยู่ด้านหลัง ไม่ใช่ด้านหน้า เพราะจากมุมด้านหลัง เราจะเห็นโดมหัวหอมสีขาว-แดงได้ทั้งหมด นอกจากนั้นประตูด้านข้างของมัสยิด ยังมีช่องประตูที่เปิดให้เรามองเข้าไปด้านในได้อีก ก็ถือว่าไม่เสียเวลามาซะทีเดียว





Galle Face Hotel
หมุดหมายแห่งที่สองอยู่ที่โรงแรมเฮอ์ริเทจเก่าแก่ อายุร้อยกว่าปีของโคลอมโบค่ะ
Galle Face Hotel ตั้งอยู่ปลายสุดของสวนสาธารณะ Galle Face Green เป็นโรงแรมโคโลเนียลสีขาว ตกแต่งคลาสิก เดิมทีที่นี่เคยเป็นวิลล่าของชาวดัชต์ที่เข้ามาปกครองศรีลังกา สถาปัตยกรรมถึงถอดแบบจากยุโรป ต่อมาเปลี่ยนเป็นโรงแรมเฮอร์ริเทจ ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ห้องพักจะหันหน้าออกสู่มหาสมุทรอินเดีย แขกจะได้เห็นวิวของพระอาทิตย์ตกดินจากเฉลียงและน้ำทะเลสีฟ้าในทุกๆวัน
เรามาถึงโรงแรมประมาณสามโมงเย็น แวะจิบค๊อกเทลที่ Traveler’s Bar รอให้ Afternoon Tea ที่จองไว้ตอนสี่โมงเย็นเปิด Traveler’s Bar ก็เป็นอีกไฮไลต์ของ Galle Face Hotel เพราะคนดัง บุคคลมีชื่อเสียงเคยมาจิบเครื่องดื่มที่บาร์แห่งนี้ เมนูค๊อกเทลของที่นี่เลยตั้งตามหนัง หรือเรื่องราวของบุคคลดังเหล่านั้น บ่ายนี้เราขอตามรอย Harrison Ford เลือกค๊อกเทล Indiana Jones ที่นำคาลัวร์และว๊อดก้ามาผสมกัน ส่วนลุงผู้เป็นแฟนคลับของ Star Wars เลือกแก้ว New Hope ของ Carrier Fisher เจ้าหญิงเลอา ที่เป็นวิสกี้เข้มข้นมาจิบ พลางรับลมทะเลที่เฉลียงของบาร์ วันนี้ฟ้าใส น้ำทะเลสีสวยมาก เรานั่งจิบเครื่องดื่มอย่างเงียบๆ และเดินชมภายในของบาร์ที่มีรูปเหล่าเซเลบริตี้ติดไว้บนทำเนียบผนัง เป็นอีกหนึ่งความประทับในโคลอมโบที่แนะนำให้มาสัมผัสกันค่ะ







เมื่อเวลาสี่โมงเย็นมาถึง เราก็ย้ายไปที่ห้องอาหาร The Verandah ซึ่งเป็นสถานที่จัด Afternoon Tea และในบ่ายวันอาทิตย์ชุดน้ำชายามบ่ายจะพิเศษหน่อย เสิร์ฟแบบบุฟเฟ่ที่อาหารคาวและหวานจะตั้งบนโต๊ะยาวให้ลูกค้าเดินเลือกตามใจชอบ
ชาที่เสิร์ฟนั้นเป็นชาซีลอน (Ceylon) คุณภาพจากแบรนด์ Dilmah ที่มีให้เลือกมากมาย แกล้มกับอาหารคาวและหวานที่มีอาหารท้องถิ่นมาให้เลือกด้วย พร้อมกับฟังดนตรีสดที่ร้องเป็นเพลงภาษาอังกฤษ เข้าบรรยากาศกันดี
ในระหว่างที่จิบชา แขกยังสามารถลงไปเดินเล่นตรงสนามของโรงแรมได้ ผ่านพื้นตารางหมากรุกที่เป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของ Galle Face Hotel ก่อนจะลงไปยืนริมระเบียงหินที่มีธงชาติของศรีลังกาปลิวไสว ถือเป็นการจบทริปเที่ยวโคลอมโบในวันแรกของเราอย่างน่าประทับใจค่ะ (Afternoon Tea Buffet คนละ 400-500 บาทต่อหัวค่ะ)













Shangri-La Colombo
ทริปนี้เราพักที่โรงแรมแชงกรีล่า โคลอมโบ ซึ่งตั้งอยู่บนทำเลทองของเมืองหลวง ใกล้ย่านการเงิน ประชิดศูนย์การค้า และแนบติดกับสวนสาธารณะ จะเดินทางไปแลนด์มาร์คอื่นก็สะดวกสบาย หากเทียบแล้ว ที่ตั้งของโรงแรมก็คงประมาณสยามสแควร์ แถมมาด้วยสวนลุมพินีของกรุงเทพค่ะ
ห้องพักของเรามีขนาดประมาณ 40 ตรม. ถือว่ากว้างขวางและอยู่สบาย ห้องนอนและห้องน้ำตกแต่งคลาสิกสวยงาม กระจกบานโตเผยภาพของมหาสมุทรอินเดียที่กว้างใหญ่ไพศาล วิวพระอาทิตย์ลับเส้นขอบฟ้าที่มาพร้อมแสงสวยๆมีให้เห็นทุกเย็น









อาหารเช้าของโรงแรมก็น่าประทับใจมาก Buffet Line ของทุกสัญชาติวางเรียงตามสเตชั่นต่างๆ มุมเบเกอร์รี่และขนมหวานจัดแยกออกจากของคาว ชาวศรีลังกาน่าจะชอบของหวานเหมือนคนอินเดียหรือเปล่า มุมนี้เลยอลังการ ทั้งขนมท้องถิ่น ครัวซองค์ เบเกอร์รี่ และช้อกโกแล็ตลาวา มีให้เลือกจนตาลายไปหมด








ใครที่ชอบบรรยากาศเอ้าท์ดอร์ ก็อย่าพลาดชั้นดาดฟ้าของโรงแรม ที่มีสระว่ายน้ำขนาดยาว กับคาบาน่าให้นั่งเล่น รับลมทะเลพัดเย็นสบาย อากาศช่วงปลายปีกำลังดีไม่ร้อนนัก




พอแดดร่มลมตก … เราก็ใส่รองเท้ากีฬาลงไปวิ่ง เบริน์แคล บนเลนวิ่งริมมหาสมุทรอินเดียวที่ยาวสุดลูกหูลูกตาของ Galle Face Green ฟังเสียงคลื่น และชมวิถีชีวิตของชาวเมืองโคลอมโบที่พาลูกหลานมาเดินเล่น หรือคู่รักจูงมือชมพระอาทิตย์ตกดินอย่างมีความสุข

Shangri-La Colombo เป็นหนึ่งโรงแรมที่แนะนำ ทั้งคุณภาพ มาตรฐาน และโลเคชั่นระดับท๊อป ใครมาเที่ยวหรือมาทำงานที่โคลอมโบ ลองพิจารณาดูค่ะ ราคาห้องเฉลี่ย 6,000 – 8,000 บาท/คืน รวมอาหารเช้า
(https://www.shangri-la.com/colombo/shangrila)
One Galle Face Mall
(https://onegalleface.com)
ศูนย์การค้าขนาดใหญ่และหรูหราของโคลอมโบ ตั้งอยู่ติดกับโรงแรมแชงกรีล่าที่เราเข้าพัก ถือเป็นศูนย์การค้าระดับห้าดาวแห่งแรกของโคลอมโบ มีขนาดประมาณครึ่งนึงของ CentralWorld และเราใช้เวลาเดินเล่น กินข้าว ช้อปปิ้งอยู่เกือบ 2 วันเต็มๆ

ชั้นล่างของ One Galle Face Mall มีซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดเล็ก ขายชาซีลอนคุณภาพหลายยี่ห้อ ส่วนชั้นบนจะเป็นช้อปปิ้งมอลล์ มีแบรนด์ดังๆ แต่สินค้าและคอลเลคชั่นค่อนข้างน้อย คงเพราะกำลังซื้อต่างจากพวกเมืองใหญ่ๆ ใครชอบสปาโปรดักส์ เราแนะนำ Spa Ceylon แบรนด์ของศรีลังกา ที่ผลิตจากวัตถุดิบท้องถิ่นด้วยสูตรอายุรเวด้ากว่า 50 ปี เราซื้อสบู่ของแบรนด์นี้มาใช้หลายก้อนแล้ว ผิวนุ่ม ไม่แห้ง และมีกลิ่นหอมติดตัว ร้านก็ตกแต่งสวยงาม สีสันคัลเลอร์ฟูล ใกล้ๆกันยังมี Spa Ceylon Home ขายผ้าเช็ดตัว และของแต่งบ้านที่ดึงลวดลายสีสันของศรีลังกาออกมาอย่างโดดเด่น






หรือถ้าใครชอบสินค้าของดีไซเนอร์ท้องถิ่น เราแนะนำ Tharshana ที่ขายในช้อป Firefly ชั้น 2 ความโดดเด่นของสินค้าอยู่ที่ลวดลายของผ้าไหม ที่ดีไซน์เนอร์วาดเองจากวัฒนธรรมของชาวศรีลังกา ดึงเอาดอกไม้ ศาสนา และสัตว์ต่างๆออกมารังสรรค์เป็นผ้าพันคอ เสื้อผู้ชาย ผู้หญิง การ์ดอวยพร และของกระจุกกระจิกอื่นๆ สุดท้ายเราได้ผ้าพันคอกลับมาฝากคุณแม่ เพื่อนในกลุ่มก็ฝากซื้อกันหลายชิ้น สินค้าของ Tharshana น่าใช้และมีเอกลักษณ์มากจริงๆ (https://tharshana.com)






สุดท้าย เราอยากให้ลองใช้เวลาชิลๆ จิบชาซีลอนคุณภาพของ Basilur Tea Lounge ร้านชาชื่อดังของ Dr. Gamini Abeywickrama ที่มีใบชาให้เลือกมากมาย แถมแพ็คเก็จจิ้งก็หรูหราประหนึ่ง Harrods ของศรีลังกา นอกจากนั้นหน้าร้านยังมีสาวศรีลังกานวดใบชาให้ชม สะท้อนความมั่นใจของสินค้ามาสู่ลูกค้า อาหารในร้านมีทั้งคาวและหวาน เราเลือกเซ็ตชา Golden Harvest Handmade Black Tea (3,300 รูปี) ที่เสิร์ฟพร้อมมาการองชิ้นเล็กในถ้วยชาสีทอง ถือเป็นการจบทริปโคลอมโบในครั้งนี้อย่างแฮปปี้เอนดิ้งค่ะ (https://lk.basilurtea.com/pages/basilur-lounge-one-galle-face)












17 Jan 2026
0 Comments
ซ้ำๆ กับเมืองโคลอมโบ
ปลายปีที่แล้ว เรากลับมาโคลอมโบเป็นครั้งที่สอง รอบนี้มาเพียงไม่กี่คืน เลยตั้งใจเก็บหมุดหมายที่พลาดไปในครั้งแรก และใช้เวลาเดินเล่นอยู่บริเวณ Galle Face Green สวนสาธารณะขนาดใหญ่ประหนึ่งสนามหลวง ที่หันหน้าเข้าหามหาสมุทรอินเดีย และหนุนหลังด้วยโรงแรมและศูนย์การค้าชั้นนำของศรีลังกา
ก่อนเดินทาง มีเหตุการณ์ภัยพิบัติเกิดขึ้น ศรีลังกาประสบกับอุทกภัยครั้งใหญ่ น้ำท่วมถึงหนึ่งในสามของประเทศ ซึ่งเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับน้ำท่วมหาดใหญ่และภาคใต้ของไทย ทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นในต้นฤดูหนาว ช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยว เหตุผลเดียวมาจากโลกร้อน ฤดูกาลวิปริด ศรีลังกาคงต้องใช้เวลาฟื้นฟูอีกหลายเดือนกว่าจะกลับมาดังเดิม โชคดีที่เมืองหลวงของประเทศหยดน้ำ โคลอมโบไม่ได้รับผลกระทบ และยังคงสวยงามอย่างในวันนี้
เรามาถึงสนามบินนานาชาติบันดาราไนยเก (Bandaranaike International Airport – CMB) ในช่วงเที่ยงๆ ด้วยสายการบิน Srilankan Airlines ใช้เวลาบินประมาณ 3 ชั่วโมงกว่าๆจากกรุงเทพ และจากสนามบิน เรานั่งแท็กซี่เข้าเมือง จองผ่าน Trip.com ใช้เวลาประมาณ 30-40 นาทีเท่านั้น
Jami Ul-Alfar Masjid (Red Mosque)
หลังจากเช็คอินที่โรงแรมเสร็จ เราก็เรียกรถแท็กซี่ผ่าน Pick-Me-Up Application (เหมือน Uber และ Grab) มายังมัสยิดแคนดี้เคน (Candy Cane) สีแดง-ขาว ที่ตั้งอยู่กลางตลาด Pettah Market ตลาดใหญ่ของโคลอมโบ
Jami Ul-Alfar Masjid สร้างเสร็จเมื่อปี 1909 ด้วยเงินสนับสนุนจากชาวอินเดียมุสลิมที่อาศัยในศรีลังกา ลักษณะเด่นของมัสยิดอยู่ที่การเล่นสีแดง-ขาวเป็นลายทาง ประกอบกับสถาปัตยกรรมของมุสลิม โดมหัวหอม ทำให้สูงเด่นเป็นสง่า และกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวลำดับต้นๆของโคลอมโบ โดยมี Red Mosque เป็นชื่อเล่นที่นักท่องเที่ยวมอบให้กับมัสยิดสีลูกกวาดนี้
ในครั้งนี้ เราตั้งใจจะเข้าไปชมภายใน หลังจากพลาดในทริปแรก เช็คแล้วเช็คอีกว่าวันอาทิตย์มัสยิดเปิดให้เข้าชมแน่นอนเพราะไม่มีพิธีทางศาสนา แต่เมื่อมาถึงประตูกลับปิดสนิท เจ้าหน้าที่บอกว่าจะเปิดให้เข้าชมอีกครั้งตอนสี่โมงเย็น (ฮา) ซึ่งเราจองร้านอาหารแล้ว เลยต้องปรับอารมณ์กันพักนึง เหมือนคนอกหัก แต่เมื่อทำใจได้ ก็เดินถ่ายรูปด้านนอก Red Mosque ไปพลางๆ และทำให้รู้ว่า จุดถ่ายรูปกับ Red Mosque ที่สวยที่สุดนั้นอยู่ด้านหลัง ไม่ใช่ด้านหน้า เพราะจากมุมด้านหลัง เราจะเห็นโดมหัวหอมสีขาว-แดงได้ทั้งหมด นอกจากนั้นประตูด้านข้างของมัสยิด ยังมีช่องประตูที่เปิดให้เรามองเข้าไปด้านในได้อีก ก็ถือว่าไม่เสียเวลามาซะทีเดียว
Galle Face Hotel
หมุดหมายแห่งที่สองอยู่ที่โรงแรมเฮอ์ริเทจเก่าแก่ อายุร้อยกว่าปีของโคลอมโบค่ะ
Galle Face Hotel ตั้งอยู่ปลายสุดของสวนสาธารณะ Galle Face Green เป็นโรงแรมโคโลเนียลสีขาว ตกแต่งคลาสิก เดิมทีที่นี่เคยเป็นวิลล่าของชาวดัชต์ที่เข้ามาปกครองศรีลังกา สถาปัตยกรรมถึงถอดแบบจากยุโรป ต่อมาเปลี่ยนเป็นโรงแรมเฮอร์ริเทจ ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ห้องพักจะหันหน้าออกสู่มหาสมุทรอินเดีย แขกจะได้เห็นวิวของพระอาทิตย์ตกดินจากเฉลียงและน้ำทะเลสีฟ้าในทุกๆวัน
เรามาถึงโรงแรมประมาณสามโมงเย็น แวะจิบค๊อกเทลที่ Traveler’s Bar รอให้ Afternoon Tea ที่จองไว้ตอนสี่โมงเย็นเปิด Traveler’s Bar ก็เป็นอีกไฮไลต์ของ Galle Face Hotel เพราะคนดัง บุคคลมีชื่อเสียงเคยมาจิบเครื่องดื่มที่บาร์แห่งนี้ เมนูค๊อกเทลของที่นี่เลยตั้งตามหนัง หรือเรื่องราวของบุคคลดังเหล่านั้น บ่ายนี้เราขอตามรอย Harrison Ford เลือกค๊อกเทล Indiana Jones ที่นำคาลัวร์และว๊อดก้ามาผสมกัน ส่วนลุงผู้เป็นแฟนคลับของ Star Wars เลือกแก้ว New Hope ของ Carrier Fisher เจ้าหญิงเลอา ที่เป็นวิสกี้เข้มข้นมาจิบ พลางรับลมทะเลที่เฉลียงของบาร์ วันนี้ฟ้าใส น้ำทะเลสีสวยมาก เรานั่งจิบเครื่องดื่มอย่างเงียบๆ และเดินชมภายในของบาร์ที่มีรูปเหล่าเซเลบริตี้ติดไว้บนทำเนียบผนัง เป็นอีกหนึ่งความประทับในโคลอมโบที่แนะนำให้มาสัมผัสกันค่ะ
เมื่อเวลาสี่โมงเย็นมาถึง เราก็ย้ายไปที่ห้องอาหาร The Verandah ซึ่งเป็นสถานที่จัด Afternoon Tea และในบ่ายวันอาทิตย์ชุดน้ำชายามบ่ายจะพิเศษหน่อย เสิร์ฟแบบบุฟเฟ่ที่อาหารคาวและหวานจะตั้งบนโต๊ะยาวให้ลูกค้าเดินเลือกตามใจชอบ
ชาที่เสิร์ฟนั้นเป็นชาซีลอน (Ceylon) คุณภาพจากแบรนด์ Dilmah ที่มีให้เลือกมากมาย แกล้มกับอาหารคาวและหวานที่มีอาหารท้องถิ่นมาให้เลือกด้วย พร้อมกับฟังดนตรีสดที่ร้องเป็นเพลงภาษาอังกฤษ เข้าบรรยากาศกันดี
ในระหว่างที่จิบชา แขกยังสามารถลงไปเดินเล่นตรงสนามของโรงแรมได้ ผ่านพื้นตารางหมากรุกที่เป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของ Galle Face Hotel ก่อนจะลงไปยืนริมระเบียงหินที่มีธงชาติของศรีลังกาปลิวไสว ถือเป็นการจบทริปเที่ยวโคลอมโบในวันแรกของเราอย่างน่าประทับใจค่ะ (Afternoon Tea Buffet คนละ 400-500 บาทต่อหัวค่ะ)
Shangri-La Colombo
ทริปนี้เราพักที่โรงแรมแชงกรีล่า โคลอมโบ ซึ่งตั้งอยู่บนทำเลทองของเมืองหลวง ใกล้ย่านการเงิน ประชิดศูนย์การค้า และแนบติดกับสวนสาธารณะ จะเดินทางไปแลนด์มาร์คอื่นก็สะดวกสบาย หากเทียบแล้ว ที่ตั้งของโรงแรมก็คงประมาณสยามสแควร์ แถมมาด้วยสวนลุมพินีของกรุงเทพค่ะ
ห้องพักของเรามีขนาดประมาณ 40 ตรม. ถือว่ากว้างขวางและอยู่สบาย ห้องนอนและห้องน้ำตกแต่งคลาสิกสวยงาม กระจกบานโตเผยภาพของมหาสมุทรอินเดียที่กว้างใหญ่ไพศาล วิวพระอาทิตย์ลับเส้นขอบฟ้าที่มาพร้อมแสงสวยๆมีให้เห็นทุกเย็น
อาหารเช้าของโรงแรมก็น่าประทับใจมาก Buffet Line ของทุกสัญชาติวางเรียงตามสเตชั่นต่างๆ มุมเบเกอร์รี่และขนมหวานจัดแยกออกจากของคาว ชาวศรีลังกาน่าจะชอบของหวานเหมือนคนอินเดียหรือเปล่า มุมนี้เลยอลังการ ทั้งขนมท้องถิ่น ครัวซองค์ เบเกอร์รี่ และช้อกโกแล็ตลาวา มีให้เลือกจนตาลายไปหมด
ใครที่ชอบบรรยากาศเอ้าท์ดอร์ ก็อย่าพลาดชั้นดาดฟ้าของโรงแรม ที่มีสระว่ายน้ำขนาดยาว กับคาบาน่าให้นั่งเล่น รับลมทะเลพัดเย็นสบาย อากาศช่วงปลายปีกำลังดีไม่ร้อนนัก
พอแดดร่มลมตก … เราก็ใส่รองเท้ากีฬาลงไปวิ่ง เบริน์แคล บนเลนวิ่งริมมหาสมุทรอินเดียวที่ยาวสุดลูกหูลูกตาของ Galle Face Green ฟังเสียงคลื่น และชมวิถีชีวิตของชาวเมืองโคลอมโบที่พาลูกหลานมาเดินเล่น หรือคู่รักจูงมือชมพระอาทิตย์ตกดินอย่างมีความสุข
Shangri-La Colombo เป็นหนึ่งโรงแรมที่แนะนำ ทั้งคุณภาพ มาตรฐาน และโลเคชั่นระดับท๊อป ใครมาเที่ยวหรือมาทำงานที่โคลอมโบ ลองพิจารณาดูค่ะ ราคาห้องเฉลี่ย 6,000 – 8,000 บาท/คืน รวมอาหารเช้า
(https://www.shangri-la.com/colombo/shangrila)
One Galle Face Mall
(https://onegalleface.com)
ศูนย์การค้าขนาดใหญ่และหรูหราของโคลอมโบ ตั้งอยู่ติดกับโรงแรมแชงกรีล่าที่เราเข้าพัก ถือเป็นศูนย์การค้าระดับห้าดาวแห่งแรกของโคลอมโบ มีขนาดประมาณครึ่งนึงของ CentralWorld และเราใช้เวลาเดินเล่น กินข้าว ช้อปปิ้งอยู่เกือบ 2 วันเต็มๆ
ชั้นล่างของ One Galle Face Mall มีซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดเล็ก ขายชาซีลอนคุณภาพหลายยี่ห้อ ส่วนชั้นบนจะเป็นช้อปปิ้งมอลล์ มีแบรนด์ดังๆ แต่สินค้าและคอลเลคชั่นค่อนข้างน้อย คงเพราะกำลังซื้อต่างจากพวกเมืองใหญ่ๆ ใครชอบสปาโปรดักส์ เราแนะนำ Spa Ceylon แบรนด์ของศรีลังกา ที่ผลิตจากวัตถุดิบท้องถิ่นด้วยสูตรอายุรเวด้ากว่า 50 ปี เราซื้อสบู่ของแบรนด์นี้มาใช้หลายก้อนแล้ว ผิวนุ่ม ไม่แห้ง และมีกลิ่นหอมติดตัว ร้านก็ตกแต่งสวยงาม สีสันคัลเลอร์ฟูล ใกล้ๆกันยังมี Spa Ceylon Home ขายผ้าเช็ดตัว และของแต่งบ้านที่ดึงลวดลายสีสันของศรีลังกาออกมาอย่างโดดเด่น
หรือถ้าใครชอบสินค้าของดีไซเนอร์ท้องถิ่น เราแนะนำ Tharshana ที่ขายในช้อป Firefly ชั้น 2 ความโดดเด่นของสินค้าอยู่ที่ลวดลายของผ้าไหม ที่ดีไซน์เนอร์วาดเองจากวัฒนธรรมของชาวศรีลังกา ดึงเอาดอกไม้ ศาสนา และสัตว์ต่างๆออกมารังสรรค์เป็นผ้าพันคอ เสื้อผู้ชาย ผู้หญิง การ์ดอวยพร และของกระจุกกระจิกอื่นๆ สุดท้ายเราได้ผ้าพันคอกลับมาฝากคุณแม่ เพื่อนในกลุ่มก็ฝากซื้อกันหลายชิ้น สินค้าของ Tharshana น่าใช้และมีเอกลักษณ์มากจริงๆ (https://tharshana.com)
สุดท้าย เราอยากให้ลองใช้เวลาชิลๆ จิบชาซีลอนคุณภาพของ Basilur Tea Lounge ร้านชาชื่อดังของ Dr. Gamini Abeywickrama ที่มีใบชาให้เลือกมากมาย แถมแพ็คเก็จจิ้งก็หรูหราประหนึ่ง Harrods ของศรีลังกา นอกจากนั้นหน้าร้านยังมีสาวศรีลังกานวดใบชาให้ชม สะท้อนความมั่นใจของสินค้ามาสู่ลูกค้า อาหารในร้านมีทั้งคาวและหวาน เราเลือกเซ็ตชา Golden Harvest Handmade Black Tea (3,300 รูปี) ที่เสิร์ฟพร้อมมาการองชิ้นเล็กในถ้วยชาสีทอง ถือเป็นการจบทริปโคลอมโบในครั้งนี้อย่างแฮปปี้เอนดิ้งค่ะ (https://lk.basilurtea.com/pages/basilur-lounge-one-galle-face)
Related Posts: