หันซ้ายแลขวาใน Antwerp    

จาก Bruges (บรูซ) ถึง Antwerp (แอนต์เวิร์ป) ใช้เวลาขับรถเพียงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น ระหว่างทางเราแวะเข้าห้องน้ำที่ปั๊มน้ำมัน ซึ่งต้องเสียค่าเข้าห้องน้ำ 0.50 ยูโร ไม่ฟรีเหมือนบ้านเราแต่ก็ได้ห้องน้ำสะอาดสะอ้านตอบแทนกลับมา (แหล่งท่องเที่ยวบางแห่งและบางศูนย์การค้าก็คิดค่าเข้าห้องน้ำ ดังนั้นควรเตรียมเศษสตางค์ ไว้ในกระเป๋าเสมอค่ะ)

สำหรับฉัน Antwerp เป็นเมืองสองบุคคลิก ส่วนหนึ่งคงเป็นความคาดหวังที่คิดว่าจะเห็น Antwerp เหมือนเมืองเก่าในยุคกลางดัง Ghent และ Bruges มิใช่เมืองใหม่ ผู้คนใส่แบรนด์เนมทันสมัยเช่นนี้ แต่เมื่อสำรวจ Antwerp ลึกขึ้น ฉันก็สัมผัสได้ว่า เมืองนี้ก็ยังคงมีความเก่า&เก๋าอยู่เหมือนกัน เป็นเมืองที่หันซ้ายก็เห็นจตุรัสสวยในยุคกลาง แลขวาก็เจอกับแบรนด์สินค้าดังและถนนช้อปปิ้ง เลยกลายเป็นว่า หนึ่งวันใน Antwerp กลับไม่พอค่ะ รู้สึกไม่อิ่มกับเมืองนี้เพราะยังมีอีกหลายแห่งที่อยากไปหันซ้ายและแลขวาด้วยตาตัวเอง

การจะเข้าใจที่มาที่ไปของเมืองได้ ก็ไม่ต่างอะไรจากจะรู้จักคนสักคน เราต้องรู้แบค์กราวน์ของคนนั้น ซึ่งประวัติศาสตร์ของ Antwerp บอกกับฉันว่า เมืองนี้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาไม่น้อยเลย กว่าจะมาเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของเบลเยี่ยมและท่าเรืออันดับต้นของยุโรป Antwerp ผ่านยุคทองขึ้นสูงสุดและต่ำจมดินมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ครั้งในรอบไม่กี่ร้อยปี

ยุคทองครั้งแรกของ Antwerp เริ่มต้นในศตวรรษที่ 16 กับการเป็นเมืองท่าสำคัญของยุโรป แม่น้ำ Scheldt นำความรุ่งเรืองมาสู่เมืองจนทำให้กลายเป็นเมืองแรกของโลกที่ก่อตั้ง Stock Exchange รวมไปถึงหนังสือพิมพ์ฉบับแรกที่มีชื่อว่า Mieuwe Tydinghen ในปี 1606 แต่สงครามระหว่างศาสนาและเชื้อชาติ (สเปนและดัชท์) ก็พรากความเจริญไป ประชากรหลักแสนลดลงมาเหลือเพียงหลักหมื่น คนร่ำรวยย้ายหนีไปอยู่ที่ Amsterdam แต่ Antwerp ก็กลับมามารุ่งเรืองอีกครั้งในยุคทองครั้งที่ 2 ของการค้าเพชร แต่แล้วก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 & 2 ที่ทำลายบ้านเมืองในยุคกลางไปแทบสิ้น แต่ลมหายใจของเมืองยังไม่หมดลง Antwerp กลับมาอีกครั้ง และคราวนี้ก็ผงาดเป็นเมืองทันสมัย ศูนย์รวมดีไซน์ โรงเรียนแฟชั่นชื่อดัง และกลายเป็นอีกแฟชั่นฮับของยุโรปอย่างเช่นในปัจจุบัน (www.visitantwerpen.be/en/home)

 

Grote Markt และ Groenplaats

จตุรัสสองแห่งนี้เป็นหัวใจสองดวงของเมืองค่ะ Grote Markt เป็นจตุรัสทางการค้าหรือ Market Square ที่โอบล้อมด้วยอาคารสวยศิลปะ Flemish Renaissance ที่ดูรุ่มรวยกว่าหลายๆเมือง ตรงกลางเป็นรูปปั้น  Brabo Fountain ฮีโร่ผู้ฆ่ายักษ์ในตำนาน

ระหว่างสองจตุรัสนี้มีทางเดินเชื่อมถึงกันได้ ระหว่างทางเชื่อมก็เป็นที่ตั้งของโบสถ์สวยเด่นของเมือง Cathedral of Our Lady (Onze-Lieve-Vrouwekathedraal) ซึ่งเป็นศิลปะกอร์ติกชั้นเยี่ยมที่สุดของเบลเยี่ยม โบสถ์นี้ใช้เวลาสร้างกว่า 169 ปี เวลาเดินในเมืองเก่าก็จะเห็นยอดสูง 123 เมตรของโบสถ์ดึงดูดสายตาให้เหลียวกลับไปมองอยู่ตลอดเวลา

ถัดมาก็คือ Groenplaats อีกหัวใจของเมืองที่ในวันนี้มีตลาดคริสมาสจัดเต็มพื้นที่ของลานกว้าง ถึงแม้จะปกปิดความอลังการของจตุรัสเอาไว้แต่เมื่อเดินเล่นไปรอบๆ ฉันก็เห็นวิถีชีวิตที่มีความสุขของผู้คน นักศึกษาและนักท่องเที่ยวตามร้านอาหาร คาเฟ่ริมจตุรัส รวมถึงโรงแรมสวยในตึกเก่าอย่าง Hilton Antwerp ค่ะ (Grote Markt, Groenplaats, Groenplaats 21, 2000 Antwerpen)

 

Het Steen Castle

จาก Grote Markt ฉันเดินสำรวจเมืองต่อไปเรื่อยๆ ตรงไปยังทิศของแม่น้ำ Scheldt จนถึงปราสาทหินขนาดย่อมที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ

ปราสาทเก่าแก่ที่สุดของเมืองนี้มีชื่อว่า Het Steen Castle สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 1200 ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ในอดีตเคยเป็นส่วนหนึ่งของป้อมปราการเมืองและเป็นคุกจำขังนักโทษ จนเปลี่ยนมาเป็นพิพิธภัณฑ์อย่างในปัจจุบัน

จุดเด่นของปราสาทก็คือรูปปั้น Lange Wapper ที่ยืนจังก้าอยู่ด้านหน้า มีคนแคระทั้งสองอยู่ข้างล่าง จากมุมนี้ในตอนพระอาทิตย์กำลังจะลับฟ้า ซิลลูเอ็ตสีดำของรูปปั้นกับแบค์กราวน์ของแม่น้ำช่างเป็นภาพที่สวยงามมากๆค่ะ (Steenplein 1, 2000 Antwerpen)

 

Scheldt River

แม่น้ำสายนี้ไม่ได้อยู่ในลิสต์ชมเมืองแต่แรก แต่เมื่อมาเห็นแล้วก็ที่อดเล่าให้ฟังไม่ได้ เพราะแม่น้ำ Scheldt ยิ่งใหญ่ตระการตาเหลือเกิน ถ้าดูด้วยตาเปล่า ฉันคิดว่าความกว้างจากฝั่งนี้สู่ฝั่งโน้นน่าจะกว้างกว่า แม่น้ำเจ้าพระยาเกือบสองเท่าเลยค่ะ

เส้นเลือดสำคัญของ Antwerp สายนี้ มีความยาวถึง 350 กิโลเมตร เริ่มต้นจากฝรั่งเศสไหลมายังเบลเยี่ยมและบางส่วนของประเทศเนเธอร์แลนด์ก่อนจะออกสู่ทะเล

จากปราสาท Het Steen เราเดินต่อมายังทางเดินริมแม่น้ำ ซึ่งทางเดินนี้ยกสูงจากพื้นดินทำให้เห็นวิวในมุมสูง ตรงแนวทางเดินมีกล้องส่องทางไกลให้ชมภาพของเมืองท่าใหญ่และชีวิตริมฝั่งแม่น้ำ เรียกได้ว่าเป็นอีกมุมสวยของ Antwerp ที่แนะนำเลยค่ะ … นี่ถ้าเราอยู่เมืองนี้ต่อกันอีกสักคืน ฉันและสามีคงจะมาจ้อกกิ้งริมแม่น้ำนี้ ในตอนเช้าตรู่อย่างมีความสุขแน่นอน (ทางเดินชมแม่น้ำ Scheldt อยู่ข้างๆ Het Steen Castle)

 

Museum Platin-Moretus

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถูกขึ้นทะเบียนเป็น Unesco World Heritage Site และเป็นพิพิธภัณฑ์ที่คุ้มค่ากับการเข้า ชมมากๆค่ะ Museum Plantin-Moretus ก็คือบ้านของพ่อค้าหัวใสผู้ร่ำรวยจากธุรกิจสิ่งพิมพ์ Christophe Plantin

บ้านหลังนี้เต็มไปด้วยสิ่งของล้ำค่าที่เขาสะสม เช่นเดียวกับอุปกรณ์การพิมพ์ในยุคเริ่มต้น และภาพบุคคลหลายสิบรูป (Portrait) ฝีมือศิลปินชื่อก้อง Rubens

จากจำนวน 34 ห้องของพิพิธภัณฑ์ เจ้าหน้าที่บอกกับเราว่า มี 14 ห้องที่ห้ามพลาด ซึ่งห้องที่สำคัญที่สุดก็คือห้องโรงพิมพ์ ซึ่งมี World’s Oldest Printing Process หรือกระบวนการพิมพ์ที่เก่าแก่หาชมที่ไหนไม่ได้อีกแล้วให้ดูทุกขั้นตอน

ในห้องนี้เราได้เห็นแท่นพิมพ์ที่เคยมีชีวิต บล็อกตัวหนังสือขนาดต่างๆที่เคยถูกจัดเรียงบนแท่นพิมพ์เพื่อสื่อสารให้ เกิดเป็นคำและประโยคบนกระดาษ … เรียกได้ว่าเป็นงานที่ละเอียดอ่อนมาก ต้องใช้เวลาและความชำนาญในการผลิตหนังสือแต่ละเล่มในอดีต

ตลอดเวลาที่เดินชม ฉันและสามีชื่นชมความสามารถของ Plantin ในหลายแง่มุม เขาช่างเป็นพ่อค้าที่ชาญฉลาดเสียจริงๆ โรงพิมพ์ของเขามักเป็นโรงพิมพ์แรกเสมอที่ได้ลิขสิทธ์ของหนังสือไบเบิ้ล หนังสือที่ขายดีที่สุดของโลก (ในยุคนั้น) หรือในช่วงที่วงการวิทยาศาสตร์กำลังเฟื่องฟู Plantin ก็ว่าจ้างศิลปินเก่งๆมาเขียนรูปภาพทางเคมีและโครงสร้างของพืชพันธุ์ จนทำให้หนังสือของเขาน่าซื้อและน่าเก็บมากกว่าเจ้าอื่นๆ แต่ที่น่ายกย่องที่สุด ก็คือ เขามองการ์ณไกลและเล็งเห็นความสำคัญของ Fonts เขาจึงซื้อลิขสิทธิ์หลายตัวหนังสือ และ Time News Roman Fonts ที่พวกเราใช้อยู่ในปัจจุบันก็ดัดแปลงมาจาก Plantin Font ที่ถูกเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

ฉันใช้เวลาเดินชมพิพิธภัณฑ์นี้นานกว่าที่คิดค่ะ น่าจะประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาทีที่ฉันและสามีเดินอ่านข้อมูลและพูดคุยกันถึงความเป็นอัจฉริยะทางการค้าของ Plantin

คิวเข้าชมพิพิธภัณฑ์ในวันนั้นไม่ยาวเลย ผิดจากที่คาดไว้ มีเพียงกลุ่มนักเรียนหนึ่งกลุ่มกับนักท่องเที่ยว อีกไม่กี่คู่ที่เดินชมไปพร้อมๆกับเรา … Museum Plantin-Moretus เป็นพิพิธภัณฑ์ล้ำค่าที่ไม่ควรพลาดจริงๆค่ะ

(Vrijdagmarkt 22-23, 2000 Antwerpen/ 10.00-17.00 น. ปิดวันจันทร์/ 8 ยูโร/ http://www.museumplantinmoretus.be/en)

 

Ruben House (Rubenshuis)

Pieter Paul Rubens เป็นชื่อเต็มของศิลปินชื่อก้อง Rubens ผู้เคยอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้กับภรรยาของเขา

Rubens ใช้บ้านหลังนี้เป็นทั้งที่อยู่และสตูดิโอ เทคนิคการวาดภาพที่ร่ำเรียนมาจากอิตาลี ถูกฝึกฝนและพัฒนาในบ้านหลังนี้จนทำให้เขากลายเป็นศิลปินที่วาดภาพ Portrait ชื่อดังในยุคนั้น (ผลงานวาดภาพบุคคลของ Rubens มีอยู่หลายชิ้นที่ Museum Plantin-Moretus)

ชิ้นงานส่วนใหญ่ที่อยู่ในบ้านเป็นของสะสมส่วนตัวของ Rubens เราอาจจะไม่ได้เห็นภาพเขียนของเขามากนัก แต่ก็มีภาพเขียน งานปั้น และวัตถุโบราณน่าชมอื่นๆที่หยิบยืมมาจากพิพิธภัณฑ์ชื่อดังทั่วโลกค่ะ (Wapper 9-11, 2000 Antwerpen, 10.00-17.00 น. ปิดวันจันทร์/ 8 ยูโร/ http://www.rubenshuis.be/en)

De Koninck Brewery

ฉันเคยคิดว่าคนเยอรมันดื่มเบียร์เก่งที่สุดในโลกแต่พอมาเบลเยี่ยมฉันก็เริ่มไม่แน่ใจค่ะ ประเทศนี้มีเบียร์ขายหลากหลายและมากมายจริงๆ น่าจะมากกว่าเยอรมันที่ฉันเคยเห็นเสียอีก แต่ละเมืองก็มีเบียร์ประจำเมืองซึ่ง  De Koninck ก็คือเบียร์ดังที่ห้ามพลาดของ Antwerp ค่ะ

สามีลิ้มรสของ De Koninck ครั้งแรกที่ร้านอาหาร ถูกใจในรสชาติจนขอแทรกคิวไปดูโรงกลั่นเบียร์ในวันรุ่งขึ้น

De Koninck Brewery ตั้งอยู่ในเมืองแต่ต้องขับรถออกไปสัก 10-15 นาที ทัวร์ชมโรงกลั่นเป็น Self guided tour และบัตรหนึ่งใบมีเบียร์ให้ชิมฟรี 2 แก้วเล็กค่ะ

ทัวร์ชมโรงกลั่นเริ่มต้นจากตู้คอนเทนเนอร์สีแดงที่เปลี่ยนเป็นห้องรับรอง เล่าประวัติของเมืองและความสัมพันธ์ อันยาวนานและแน่นแฟ้นของ De Koninck กับ Antwerp เราเดินไปชมในแต่ละห้องซึ่งมีข้อมูล Interactive ให้เล่นหลายอย่าง แต่ชอบที่สุดก็คือห้องที่อธิบายแก้วเบียร์แต่ละชนิดว่ามีความสำคัญต่อเบียร์ทั้งในรูป รส และกลิ่น โดยไฮไลท์ก็คือแก้ว Bolleke ที่เป็นแก้วประจำตัวของ De Koninck รูปทรงคล้ายแก้วมาร์ตินี่แต่จะอ้วนและอวบกว่า แก้วนี้ช่วยเพิ่มอ๊อกซิเจนทำให้เบียร์ของ De Koninck หอมกว่าเบียร์อื่นใด

สำหรับฉัน ทัวร์นี้ก็เป็นอีกความบันเทิงที่ไม่น่าเบื่อค่ะ อีกทั้งยังได้ความรู้ว่าการผลิตเบียร์นั้นไม่ยากเลย มีส่วน ประกอบหลักเพียงแค่ น้ำ มอลต์ ฮ๊อปส์ และยีสต์เท่านั้น ก็ผลิตเบียร์ได้แล้ว แต่สำหรับสามี นี่คือไฮไลท์เลยค่ะ คอเบียร์ไม่ควรพลาดเลยค่ะ (Mechelsesteenweg 291, 2018 Antwerpen/ 10.00-18.00 น. ปิดวันจันทร์/ 12 ยูโร/ www.dekoninck.be/en)

 

Korte Gasthuis

ถนนช้อปปิ้งสายนี้อยู่ใกล้ๆกับ Rubenhuis ค่ะ ฉันเดินเล่นมาเจอกับ Korte Gasthuis และก็ชอบใจหลายร้านบนถนนเส้นนี้ เช่น Mary ร้านช้อกโกแล็ตประจำราชวงศ์เบลเยี่ยม Philip’s Biscuits ของเมืองร้านขนมชื่อดัง และ Frites Atelier Amsterdam มันฝรั่งทอดสุดหรู 5 ดาวที่มีซอสราคาแพงให้เลือกหลากชนิด (Korte Gasthuis, Antwerpen)

Meir

ถนนเส้นนี้คงเปรียบได้ดัง Orchard Road หรือ Ometesando ของญี่ปุ่น … Meir เป็นถนนช้อปปิ้งสายใหญ่ และสำคัญของ Antwerp ทางเดินบนถนนเปลี่ยนเป็นถนนคนเดิน และสองริมทางก็มีร้านรวงมากมาย ทั้งแบรนด์ยุโรปและเอเชียเปิดให้บริการ ในช่วงที่ไป ใกล้จะถึงเทศกาลคริสตมาส ต้นไม้ริมทางจึงติดไฟสว่างไสวสวยงามมากๆค่ะ (Meir, Antwerpen

Others

อย่างที่เกริ่นไป Antwerp ยังมีอีกหลายสถานที่ที่อยากหันซ้ายและแลขวา เช่น Fashion Museum MoMu ที่หลายคนเปรียบให้เป็น Vogue Bible แห่งโลกแฟชั่น หรือจะเป็น Antwerpen-Centraal สถานี Antwerp ที่มีศิลปะ Neo Gothic ที่สวยงามติดอันดับโลก Diamant ย่านค้าเพชรที่ยังไม่ได้เจียรไนใหญ่ที่สุดของโลก Shopping Stadsfeestzaal ศูนย์การค้าสวยงามที่สุดของเมือง และ MAS พิพิธภัณฑ์ทันสมัยของเมืองค่ะ …

ว่าแล้วก็คงต้องหาเวลากลับไปอีกแต่ไม่รู้ว่าจะเป็นเมื่อไหร่เลย (คอตก)

 

Applemans Brasserie

ร้านนี้ได้รับการแนะนำจาก Tom เจ้าของที่พักสุดเก๋ของเรา Applemans ตั้งอยู่ระหว่างทางเดินจาก Groenplaats ไปยัง Grote Markt อาหารของร้านเป็นสไตล์ตะวันตก รสชาติดีค่ะ ร้านตกแต่งทันสมัยอินดัสเทรียนิดๆ ซุปมะเขือเทศอร่อยที่สุด ใส่เนื้อหมู meatball และครีมให้เข้มข้นขึ้น Cod Royale ก็สด รสเค็มนิดๆ ทางร้านเอาหนังปลาไปจี่กับกะทะให้กรอบเพียงด้านเดียวเนื้อปลายังคงชุ่มฉ่ำอยู่ ส่วนสามีสั่งเบอร์เกอร์เนื้อ Black Angus ราดซอสพริกไทยที่เสิรฟ์มาพร้อมกับมันฝรั่งทอด

Applemans อยู่ในย่านนักท่องเที่ยวแต่ก็ยังคงความเป็นโลเคิลเอาไว้ เป็นร้านที่แนะนำเลยค่ะ โดยเฉพาะมื้อเย็นที่อยากจะนั่งชิลๆใช้ชีวิตเป็นคนเมืองนี้กันสักวัน (Het Papenstraatje 1 te 2000 Antwerpen/ 12.00-14.30 และ 17.30-22.00 น./ คนละ 30-50 ยูโร/www.brasserieappelmans.be)

 

The Butcher’s Son

ในบริเวณของ De Konnick Brewery ยังมีร้านอาหารด้วยค่ะ ร้านนี้เป็นร้านที่ Tom เจ้าของโรงแรมแนะนำให้ลองมากิน เรียกว่าเป็นร้านระดับดีที่ราคาไม่สูงเกินไป เน้นขายเนื้อ แต่ไม่ใช่เฉพาะเนื้อวัว ยังรวมถึงเนื้อปลา หมู กระต่าย และเนื้อสัตว์อีกหลายชนิดที่จะเปลี่ยนไปตามเมนู ทุกจากจะมาพร้อมกับ frite หรือมันฝรั่งทอด ซอส มายองเนส และสลัดค่ะ

รสชาติของเนื้อปลาทอดสดมาก ไม่มันและขนาดกำลังพออิ่ม ส่วนสามีสั่งเนื้อวัวมากิน ดูชิ้นเล็กๆแต่ก็อิ่มนะคะ ใครจะไปร้านนี้แนะนำให้จองก่อน เพราะคนแน่น โต๊ะเกือบจะเต็มแม้จะเป็นวันธรรมดา และอีกอย่างที่เตือน ไว้ก่อนว่าเมนูของร้านไม่มีภาษาอังกฤษค่ะ แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาเพราะพนักงานที่นี่พูดภาษาอังกฤษและอธิบายเมนูได้ทุกคน (Boomgaardstraat 12018 Antwerpen, 12.00 – 14.00 และ 18.00-21.30 น. / คนละ 40-50 ยูโร/ www.thebutchersson.be)

 

Maison Nationale City Flats & Suites

ที่พักคืนนี้เก๋ไก๋ไม่แพ้เมืองแห่งดีไซน์ค่ะ Maison Nationale City Flats & Suites ตั้งอยู่ระหว่างเมืองเก่าและย่านแฟชั่น เราเดินเท้าไปยังสองฝั่งโดยไม่ต้องใช้บริการรถสาธารณะเลย ห้องพักของที่นี่เป็นห้องสวีททุกห้อง หมายความว่ามีขนาดใหญ่เริ่มต้นที่ 48 ตารางเมตร ห้องที่เราเข้าพัก Superior Suite ตกแต่งด้วยอิฐบล็อกสีขาว Minimal Look

ห้องนอนตั้งอยู่ด้านในสุดของห้อง ตั้งในมุมเฉียงๆที่ดูแล้วเท่ห์ดีค่ะ

ถัดมาเป็นห้องรับแขกมีเก้าอี้นั่งเล่นข้างหน้าต่างบานใหญ่และโต๊ะทำงานไม้สีขาวสะอาดตา

ห้องน้ำยกสูงจากพื้น สูงวัยอาจจะเดินสะดุดได้ตอนกลางคืน (ต้องระวัง) บริเวณห้องอาบน้ำ มีอ่างอาบน้ำสีขาวอยู่ริมผนัง ห้องอาบน้ำ Rain Shower อยู่มุมในสุด ห้องชักโครกแยกส่วนออกมาอยู่ตรงทางเข้า

ห้องนี้ใช้ตู้เสื้อผ้าและชั้นเก็บของรูปตัว L เป็นผนังกั้น ดังนั้นห้องน้ำจะเปิดกว้าง open space หน่อยๆ

ถึงแม้ Maison Nationale City Flats & Suites จะบูติกปรี๊ดแตกแต่สิ่งอำนวยความสะดวกสบายก็ครบครันนะคะ ตู้เย็น ไมโครเวฟ ชุดช้อน ส้อม จานชาม รวมถึงหม้อต้มน้ำ เครื่องทำกาแฟ Nespress พร้อมสรรพ หนังสือไกด์บุ๊กเที่ยวเมืองก็มีบริการ อ่านแล้วแทบอยากจะใช้เวลาที่ Antwerp ต่ออีกสักคืน

บทสรุปของโรงแรมนี้ฉันให้คะแนนไป 5/5 เต็มเลยค่ะ ถึงแม้ที่จอดรถจะต้องเดินจากที่พักประมาณ 5 นาที เสียค่าจอด 20 ยูโร และการเข้าโรงแรมต้องใช้ Code กดแทนที่จะมีคนเปิด และรีเซปชั่นก็ไม่ได้ให้บริการ 24 ชั่วโมง แต่ดีไซน์ที่ได้รับช่างคุ้มค่าจริงๆ ยังไม่นับการบริการและคำแนะนำที่จริงใจจาก Tom เจ้าของ ทำให้รู้สึก welcome มากค่ะ (Nationalstraat 49-2000 Antwerpen/ คืนละ 150-170 ยูโร/ http://maisonnationale.be/en